READING

ไม่มี ไม่หนี ไม่จ่าย…บทเรียนรุ่นเก๋าจาก “สวั...

ไม่มี ไม่หนี ไม่จ่าย…บทเรียนรุ่นเก๋าจาก “สวัสดิ์ หอรุ่งเรือง”

บทเรียนรุ่นเก๋าจาก “สวัสดิ์ หอรุ่งเรือง” ในวันที่มืดแปดด้าน

     เปิดบวกขึ้นมาบ้างนิดหน่อยแล้วสำหรับ SET Index ของบ้านเรา หลังจากที่ได้ลงติดต่อกันอย่างมาราธอนมาหลายวัน วันนี้ก็มีสีเขียวๆให้ได้เห็นกันบ้างแล้ว

     ในช่วงที่ตลาดซบเซาเหมือนในตอนนี้ เป็นเวลาดีที่นักลงทุนจะหา “ความรู้” เพิ่มเติมเพื่อมองหาโอกาสและลดความเสี่ยงไปพร้อมๆ กัน แต่ถ้าทำทุกอย่างแล้วมันยัง “มืดแปดด้าน” อยู่ล่ะ ? เราจะทำยังไงดี

     ย้อนกลับไปเมื่อครั้งวิกฤติต้มยำกุ้งปี 2540 นั้น หากพี่ๆ คนไหนอยู่ในตลาดมานานก็น่าจะรู้จักวลีที่ว่า “ไม่มี ไม่หนี ไม่จ่าย” กันอย่างแน่นอน ซึ่งวลีนี้มันมีที่มาและเรื่องราวต่อจากนั้นที่น่าสนใจเลยทีเดียว เดี๋ยววันนี้เราจะพาย้อนกลับไปรู้จักเจ้าของวลีนี้กัน ว่าเขาเป็นใคร ? แล้วทำไมต้องเกิดเป็นวลีนี้ขึ้นมา

     ไปลุยกันเลย...

     หลายๆท่านคงจะทราบดีว่าวิกฤติต้มยำกุ้งในปี 2540 ที่ได้เคยเกิดขึ้นมาแล้วนั้น มีสาเหตุมาจากการลอยตัวค่าเงินบาทของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ส่งผลให้ในตอนนั้น หนี้จากการทำธุรกิจของ คุณ “สวัสดิ์” เพิ่มขึ้นเป็นสามเท่าตัว !

- เกิดในครอบครัวชาวไทยเชื้อสายจีน พ่อแม่หาเช้ากินค่ำ เพราะทางเดินไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ

     สวัสดิ์ หอรุ่งเรือง เกิดในครอบครัวชาวไทยเชื้อสายจีนที่มีพ่อแม่นั่งเรือสำเภาข้ามน้ำข้ามทะเลมาลงหลักปักฐานที่ประเทศไทย แน่นอนว่าเขาไม่ใช่เด็กที่มีชีวิตสุขสบายหรือพ่อแม่ร่ำรวยมาตั้งแต่แรก
     แต่ถึงจะลำบากอย่างไร พ่อเขาก็ยังตั้งใจหาเช้ากินค่ำเพื่อส่งตัวเขาไปเรียนที่โรงเรียนกวางตุ้งในจีนได้จนถึงชั้น ป.4 หลังจากนั้นก็ได้กลับมาเรียนในเมืองไทยและใช้ชีวิตมัธยมปลายในรั้วของโรงเรียนสาธรวิทยา ที่ที่เปลื่ยนชีวิตเขาให้ดีขึ้นได้อย่างทุกวันนี้

- จุดหักเหของชีวิตวัยหนุ่ม

     คุณสวัสดิ์เป็นเด็กที่มีคะแนนการเรียนไม่ดีสักเท่าไหร่นัก อาจจะเพราะความสนใจที่ “แตกต่าง” เด็กทั่วไปในชั้นเรียน
     จนในวันที่จบชั้น ม.6 ครูประจำชั้นของเขาได้บอกกับเขาว่าเขาไม่ต้องเรียนต่อไปอีกแล้ว เพราะครูได้เห็นว่าความคิดและวิสัยทัศน์ของเขามันได้โตกว่าเด็กวัยเดียวกันไปแล้ว สนามของเขาคือนอกรั้วโรงเรียน ตั้งแต่วันนั้นเป็นต้นมาหลังจบชั้น ม.6 เขาก็ได้เริ่มใช้ชีวิตในสนามที่มีชื่อว่า “โลกแห่งความจริง” ตลอดมา
     งานของเขาในช่วงเริ่มแรกคือการเป็นล่ามให้กับโรงงานน้ำตาล หลังจากนั้นจึงได้กลับมาช่วยธุรกิจที่เป็นซึ่งในตอนนั้นเป็นโรงกลึงโรงเหล็ก โดยอาศัยพื้นฐานทางภาษาอังกฤษเพื่อส่งโทรเลขทำธุรกิจให้ครอบครัว
     เวลาได้ล่วงเลยผ่านไป ด้วยความที่มีความฝันและความทะเยอทะยาน เขาได้ก่อตั้งบจ. เอ็น.ที.เอส.สตีล กรุ๊ป(NTS) และบจ. นครไทย สตริปมิล(NSM) ขึ้น และต่อมายังได้เข้าซื้อกิจการของ HEMRAJ หรือบมจ. เหมราชพัฒนาที่ดิน เพื่อสร้างอาณาจักรอสังหาริมทรัพย์และโรงเหล็กไปพร้อมๆกัน

- มังกรสวัสดิ์

     ทุกอย่างดำเนินมาอย่างสวยหรู จนในที่สุดความฝันของการเป็นเจ้าของโรงเหล็กอันยิ่งใหญ่ของเขาก็ได้สำเร็จ "มังกรสวัสดิ์" ได้ก่อตั้งขึ้นอย่างสง่าสงาม ด้วยดีกรีความเป็นโรงงานเหล็กรีดร้อนแห่งนึงที่ “ดีที่สุดในเอเชียอาคเนย์”
     ในช่วงก่อนเกิดวิกฤติ กราฟชีวิตของคุณสวัสดิ์กำลังเป็นขาขึ้นแบบสุดๆ มีบริษัทที่บริหารอยู่ในมือสิบกว่าบริษัท อีกทั้งยังเป็น 1 ใน 500 มหาเศรษฐีไทยที่นิตยสาร Forbes ยังต้องมาสัมภาษณ์
     แน่นอนว่าธุรกิจที่ยิ่งใหญ่ ย่อมต้องแลกมาด้วยความเสี่ยงที่ใหญ่ยิ่ง เพราะ มังกรสวัสดิ์ แลกมาด้วยการกู้เงินเป็นจำนวนมหาศาล และ 3 ปี ให้หลังจากการขึ้นเป็น “มังกร” ของเขา ฝันร้ายที่สุดของนักธุรกิจที่กำลังรุ่งโรจน์ก็ได้มาเยือน...

- ธปท. ประกาศลอยตัวค่าเงินบาท

     ในวันที่ 2 กรกฎาคม พ.ศ. 2540 ซึ่งถือว่าเป็นวันที่สำคัญในประวัติศาสตร์การเงินของไทยก็ได้ถูกจารึกไว้ เมื่อธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ได้ตัดสินใจประกาศลอยตัวค่าเงินบาท
     ส่งผลให้ค่าเงินบาทอ่อนเละเทะ จาก 26 บาทต่อดอลลาร์กลายเป็น 52 บาทต่อดอลลาร์ ทำให้ “หนี้สิน” ของคุณสวัสดิ์เพิ่มขึ้นเป็นแสนล้านภายในเวลาอันรวดเร็ว
     เขารู้สึกมืดแปดด้าน คิดอะไรไม่ออก แต่สิ่งแรกที่เขาทำก็คือการไม่ย่อท้อกับปัญหา กลับมามีสติและเรียกทุกคนในบริษัทมาคุยว่า “อะไรคือสิ่งที่เหลืออยู่” ไม่ใช่อะไรคือสิ่งใดที่หายไป ทำให้รู้ว่าในที่สุดแล้วบริษัทเหลือเงินสดอยู่ราวๆ หนึ่งพันล้านบาท

- ไม่มี ไม่หนี ไม่จ่าย

     เมื่อเงินสดคือสิ่งเดียวที่ทำให้ธุรกิจเดินหน้าต่อไปได้ หากนำไปใช้หนี้ก็จะทำให้เสียหายหนักกว่าเดิม ซึ่งคุณสวัสดิ์มองว่าเป็นการทำร้ายเจ้าหนี้ทางอ้อม จึงทำให้เค้าได้กลายเป็นตำนานแห่งวลีที่ว่า ไม่มี ไม่หนี ไม่จ่าย
     แต่ไม่ใช่ว่าเขาจะไม่ทำอะไรเลย การยื้อเวลาในครั้งนั้นเขายอมรับว่ามันเป็น “เทคนิค” ในการเอาตัวรอดของเขา ซึ่งต่อมาเขาก็ได้ทำการเจรจาเพื่อประนอมหนี้กับเจ้าหนี้ พร้อมทั้งเปิดอก เปิดเผยตัวเลขทั้งหมดให้รับรู้จึงทำให้บริษัทเข้าสู่กระบวนการฟื้นฟูในที่สุด
     เท่านั้นยังไม่พอ ท้ายที่สุดเขาต้องยอมทิ้งสิ่งที่เป็นความฝัน เพื่อทำให้ชีวิตจริงอยู่รอดไปต่อได้ คุณสวัสดิ์ตัดสินใจขายหุ้น NTS และ NSM ออกไปเพื่อเป็นการลดภาระที่แสนจะหนักอึ้ง
     แต่ก็ไม่วายที่จะทำให้เขากลายเป็นบุคคล “ล้มละลาย” ในปี 2551 จากนักธุรกิจแสนล้าน ในวันนั้นแทบจะไม่เหลืออะไร

- ชีวิตใหม่และบทเรียนที่ได้รับ

     ต่อมาในปี 2555 เขาได้หลุดพ้นจากการล้มละลาย ธุรกิจที่ยังเหลืออยู่และยังคงเดินหน้าต่อไปก็คือ HEMRAJ บริษัทที่ทำธุรกิจพัฒนาที่ดินและสร้างสาธารณูปโภคภายใต้อาณาจักนิคมอุสาหกรรม “เหมราช”
     บทเรียนในครั้งที่ผ่านมาของคุณสวัสดิ์ก็ทำให้เราได้รู้ว่าคนเรานั้นมีแพ้มีชนะ แต่สิ่งที่แย่ที่สุดคือการแพ้แล้วไม่รู้ตัว ไม่แก้ปัญหา ทำผิดอย่างเดิมอยู่ซ้ำๆ

     พวกเราทีมงาน หุ้นพอร์ทระเบิด ก็ขอเป็นกำลังใจให้ทุกท่านไม่ย่อท้อกับปัญหาเหมือนดังเช่นคุณ “สวัสดิ์ หอรุ่งเรือง” ที่เลิกเสียเวลากับการหมกมุ่นอยู่กับอดีต แต่หันมาสนใจหาวิธีแก้ปัญหาแทน และนั่นก็ทำให้เขาสามารถปลดหนี้ระดับแสนล้านได้ในที่สุด

" ในวันที่มืดแปดด้าน ขอแค่ตั้งสติและคว้าหาสิ่งที่คุณมีอยู่และวางแผนรักษามันไว้ให้ดี อย่ามัววิตกกังวลจนเกินไป
หรือมั่นใจอะไรมากในภาวะแบบนี้ เพราะชีวิตคนเรานั้นไม่มีอะไรแน่นอนเลยจริงๆ "

จากเจ้าพ่ออาณาจักรเหล็กที่ใหญ่เป็นอันดับต้นๆของเอเชีย สู่บุคคลที่มีหนี้นับแสนล้านภายในเวลาไม่ถึงอาทิตย์ แต่ก็ผ่านพ้นมันมาได้ด้วยสติ


เปิดบัญชี หุ้น อนุพันธ์ ค่าคอมพิเศษ

x