READING

ย้อนรอย “ราชาเงินทุน” วิกฤติหุ้นไทยครั้งแรก ! ที่เ...

ย้อนรอย “ราชาเงินทุน” วิกฤติหุ้นไทยครั้งแรก ! ที่เกิดจากความโลภ

     หากคุณเคยอ่านเจอ หรือมีประสบการณ์เกี่ยวกับเรื่องของเศรษฐกิจและการเงินแล้วล่ะก็ เชื่อว่าคุณคงจะเข้าใจในคำว่า “วิกฤติ” เป็นอย่างดี แน่นอนว่ามันเป็นธรรมชาติและของคู่กันกับเศรษฐกิจ มีขึ้นมีลง มีแข็งแรงก็ต้องมีป่วย แต่เพื่อนๆเชื่อไหมว่า ในบางครั้ง “ความโลภ” ของคนเรา ก็ทำให้เกิดวิกฤติได้เช่นกัน เพราะวันนี้เราจะพาคุณนั่งไทม์แมชชีนย้อนอดีตกลับไปปีพ.ศ. 2522 ที่เป็นวิกฤติ “ครั้งแรก” เลยก็ว่าได้สำหรับตลาดหุ้นของประเทศไทย 

     30 เมษายน 2518 หรือ 45 ปีที่แล้ว ถือเป็นวันที่ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) ได้เปิดทำการเป็นวันแรก โดยในตอนแรกมีหุ้นอยู่เพียง 8 ตัวในตลาดเท่านั้น หลังจากนั้นตลาดหุ้นไทยก็ปรับตัวเป็นขาขึ้นมาเรื่อยๆ เพราะเศรษฐกิจของไทยในช่วงนั้นก็ถือว่าเติบโตได้ไวมากโดยเฉพาะการค้าขายและการลงทุน แน่นอนว่าเมื่อเศรษฐกิจดี ใครๆก็อยากลงทุน ยุคนั้นธุรกิจ “ไฟแนนซ์” จึงมาแรงไปด้วยอย่างไม่ต้องสงสัย 

     เรื่องมันเริ่มมาจาก “บริษัท ราชาเงินทุน จำกัด” ซึ่งเป็นบริษัทที่ทำธุรกิจไฟแนนซ์และได้เข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์เมื่อเดือนกันยายนปี 2520 ด้วยทุนจดทะเบียนเริ่มต้น 20 ล้านบาท ราชาเงินทุน เคยถูกยกให้เป็นบริษัทเงินทุนที่ใหญ่เป็นอันดับ 2 ของประเทศไทยในตอนนั้น ภายใต้การบริหารของนาย “เสรี ทรัพย์เจริญ” โดยลักษณะของธุรกิจในตอนแรกก็เหมือนกับธุรกิจไฟแนนซ์ทั่วๆไปอย่างการปล่อยสินเชื่อรายย่อย หรือเรียกง่ายๆว่าปล่อยกู้เงินนั่นแหละ 

     คนส่วนใหญ่เห็นว่าธุรกิจไฟแนนซ์มาแรงสุดๆ แถม ราชาเงินทุน ยังเป็นบริษัทที่ใหญ่ระดับประเทศ ลงทุนยังไงก็กำไรชัวร์ๆ ไม่มีใครตะหงิดใจเลยแม้แต่น้อย เหมือนแมงเม่าที่มองเห็นแต่ความสวยงามของกองไฟจนไม่ได้สนใจสิ่งรอบข้าง หรือแย่กว่านั้นก็คือเม่าที่ไม่เคยรู้มาก่อนเลยว่ากองไฟมันร้อนขนาดไหน หุ้นของ ราชาเงินทุน เปิดให้ซื้อ-ขายที่ 275 บาทในตอนแรก แต่ก็อย่างที่บอกแหละครับ เมื่อใครต่อใครต่างก็เห็นว่าราคาหุ้นของ ราชาเงินทุน ยังไงก็ต้องขึ้น จึงทำให้ตลาดเกิดความมั่นใจสูงมากกับหุ้นตัวนี้ 

     เมื่อ “ความโลภ” ได้เกิดขึ้นมาแล้ว ความหน้ามืดตามัวก็ตามมาครับ ผู้คนมากมายต่างพากัน “กู้เงิน” มาเพื่อลงทุนในหุ้นของ ราชาเงินทุน กันแบบไม่ยั้งมือ เรียกว่ามีเท่าไหร่ใส่หมด จะรวยร้อยล้านพันล้านกับเค้าก็คราวนี้แหละ ! จากการที่นักลงทุนได้แห่เข้ามาซื้อหุ้นกันเป็นจำนวนมาก บวกกับการที่บริษัทได้ทำการ “ปั่นหุ้น” ด้วยการตั้งบริษัทย่อยและปล่อยเงินกู้ให้กลับมาซื้อหุ้นของบริษัทแม่ซะเอง ส่งผลให้ราคาหุ้นของ ราชาเงินทุน พุ่งทะยานขึ้นไปเกือบ 10 เด้ง ใช่แล้วครับ ราคาหุ้นของ ราชาเงินทุน เพิ่มขึ้นจาก 275 ขึ้นไปเป็น 2,470 บาท (15 พฤศจิกายน 2521) หรือสร้างผลตอบแทนกว่า 800% ได้ภายในหนึ่งปี ความฝัน ความหวัง และอนาคตของนักลงทุนจำนวนมากที่แปรเปลื่ยนออกมาเป็นเงิน ถูกนำไปฝากไว้กับ ราชาเงินทุนเพราะคิดว่าราคาหุ้นจะขึ้นไปต่อ 

     ในที่สุดก็ต้องพังทลายลง... เมื่อ ราชาเงินทุน ไม่สามารถทำผลงานที่เป็นผลงานจริงๆออกมาได้ ความฝันพังทลาย แต่ความจริงยังคงอยู่ ซึ่งก็คือ “หนี้” ที่เหล่าเม่าได้ไปกู้ยืมมาซื้อหุ้นกัน แน่นอนว่าเมื่อคนเราเกิดการขาดทุน หลายๆคนก็เลือกที่จะขายหุ้นทิ้งไป โดยเฉพาะคนที่กู้มาเพราะต้องรีบดึงเงินกลับมาให้ได้มากที่สุดเพื่อนำไปใช้หนี้ ทำให้ใครๆต่างก็ขาย ต่างก็เทหุ้นของ ราชาเงินทุน ทิ้งกันหมด ราคาหุ้นของ ราชาเงินทุน ร่วงลงแบบมืดฟ้ามัวดิน ร่วงลงเร็วกว่าตอนขึ้นซะด้วยซ้ำ เวลาผ่านไปเพียง 4 เดือน ราคาหุ้นของบริษัทร่วงกลับมาเหลือแค่ 380 บาท การถล่มขายหุ้นจากนักลงทุนทำให้ดัชนีของ SET ร่วงลงไปกว่า 50% จนเกิดเป็น “วิกฤติ” ครั้งแรกในตลาดหลักทรัพย์ของประเทศไทย เพราะตอนนั้นความเชื่อมั่นในตลาดหุ้นไทยหายไปหมด ไม่มีใครกล้ามาลงทุน 

     ในที่สุดเมื่อเดือนสิงหาคม ปี 2522 ราชาเงินทุน ก็ได้ถูกสั่งถอนใบอนุญาต รวมไปถึงการเข้าจับกุมผู้บริหารอย่างนาย “เสรี ทรัพย์เจริญ” ปิดตำนานเคสปั่นหุ้นอีกหนึ่งเคสที่สุดอื้อฉาวในประวัติศาสตร์ไทย ซึ่งเหตุการณ์ในครั้งนั้นก็ส่งผลให้ตลาดหุ้นไทยเสียหายและซบเซาไปนานเลยทีเดียว ซึ่งกว่าจะฟื้นกลับมาได้ก็ต้องใช้เวลานานถึง 4-5 ปี ถือเป็นบทเรียนชิ้นแรกสำหรับนักลงทุนและตลาดหุ้นบ้านเราเลยก็ว่าได้ เพราะหลังจากนั้นก็ได้มีการปรับเปลื่ยนกันมาตลอด แต่ในปัจจุบันหลายๆคนก็ยังคงไม่พอใจกับบทลงโทษของการปั่นหุ้นที่อาจจะยังไม่ “หนัก” และ “รัดกุม” มากพอ นี่ก็เป็นอีกหนึ่ง “วิกฤติ” ที่เกิดมาจากความโลภของคนเรานะครับ จะเห็นได้เลยว่าเมื่อคนเราได้เกิดความโลภขึ้นมาแล้ว ไม่ว่าจะเป็นความเสี่ยงหรือแม้กระทั่งความจริงก็ยังฉุดไว้ไม่อยู่ เพราะราชาเงินทุน “โลภมาก” อยากได้เงินของคนอื่น โดยไม่สนใจว่าจะต้องหามาด้วยวิธีไหน 

     เพราะนักลงทุน “โลภมาก” อยากได้กำไรจากการลงทุน โดยไม่รู้จักยับยั้งช่างใจ จนต้องไปกู้หนี้ยืมสิน หวังว่าเรื่องราวในวันนี้ คงจะทำให้นักลงทุนจัดการกับความโลภของตัวเองได้ดีขึ้น 

     เพราะ “ความโลภ” กับ “ความรู้” ออกเสียงคล้ายกัน แต่มีความหมายต่างกันมากเลยทีเดียว


อีกหนึ่งช่องทางของเราใน App blockdit
กดมาเลย https://www.blockdit.com/pr_berd


เปิดบัญชี หุ้น อนุพันธ์ ค่าคอมพิเศษ

x