READING

รวมมาตราการเยียวยาจากรัฐบาล ในวิกฤต COVID 19...

รวมมาตราการเยียวยาจากรัฐบาล ในวิกฤต COVID 19

ไขข้อสงสัย ทำไมต้องแจก “แสนล้าน”

     จากปัญหา Covid-19 ที่เริ่มแสดงผลกระทบทางเศรษฐกิจให้เราได้เห็นกันมากขึ้นในทุกๆวัน คงจะปฎิเสธไม่ได้ว่าเจ้าไวรัสตัวนี้นั้นร้ายเอาเรื่องจริงๆ เพราะประเทศจีนก็ถือเป็นหนึ่งในฐานเศรษฐกิจของโลก เมื่อจีนได้เกิดโรคระบาดขึ้นจึงส่งผลให้ตลาดโลกร่วงเอาๆจน FED ต้องออกมาประกาศลดดอกเบี้ยลงอีก 0.5% ทำเอาตอนนี้หลายๆคนชักกล้าๆกลัวๆกับสถานะการณ์

     จริงอยู่ที่ว่าโรคระบาดนั้น เป็นธรรมดาที่จะ “ผ่านมาแล้วก็ผ่านไป” แต่ Covid-19 นี้ไม่ได้ส่งผลกระทบให้เห็นกันในทันที แต่ทว่ายอดการระบาดที่มีอยู่ทั่วโลกนั้นก็น่าจะทำให้ธุรกิจที่เกี่ยวกับ “การท่องเที่ยว” กลายเป็นอัมพาตไปเรียบร้อย

     แน่นอนว่าในสถานะการณ์แบบนี้ ประเทศไทยเราก็ถือว่าได้รับผลกระทบกันไปเต็มๆจากตัวเลขนักท่องเที่ยวจีนและรายได้จากการจับจ่ายใช้สอยที่ลดฮวบลงตั้งแต่ในช่วงเดือนธันวาคมที่ผ่าน ทำให้ทาง “รัฐบาล” ต้องทำอะไรสักอย่าง และล่าสุดวันที่ 4 มีนาคม 2563 ที่ผ่านมา ทางรมว. คลังหรือนาย อุตตม สาวนายน ประกาศมาว่าตอนนี้ก็ได้มีการเตรียมไอเดียไปเสนอกับที่ประชุม ครม. เพื่อทำการปล่อยมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจไทยระลอกใหม่

     ซึ่งเรื่องนี้ที่มีข่าวออกมานั้นก็ได้กลายเป็น Talk of the town กันเลยทีเดียวใน Social media เพราะจั่วหัวมาเลยว่าจะทำการ “แจกเงิน” อีกกว่าแสนล้านบาท ส่วนอีกแนวทางนึงก็คือมาตรการเรื่องภาษีเช่นการลดหรือยกเว้นเพื่อให้เงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจนั้นคล่องตัวขึ้น โดยมีเหตุผลว่า Covid-19 ก็ถือเป็นอีกหนึ่งวิกฤติที่กระทบกับผู้ประกอบการ, SME และผู้ที่เกี่ยวข้องกับการท่องเที่ยวอยู่ไม่น้อย รอบนี้จึงคิดที่จะทำการแจกเงินให้กับประชาชนไปเลยผ่านบัญชี “พร้อมเพย์”

     เดี๋ยววันนี้พวกเรา ทีมงานหุ้นพอร์ทระเบิด จะพาไปดูแนวทางมาตรทางการเงินของรมว. คลังกันว่ามีอะไรบ้าง ? และจะเกิดประโยชน์อย่างไรกับเศรษฐกิจในบ้านเรา

     ข้อแรกจะเป็นการแจกเงินให้กับผู้ที่มีรายได้น้อยราวๆ 14 ล้านคนผ่านทางบัญชีพร้อมเพย์ให้ประชาชนสามารถไปใช้จ่ายกันได้เลย ซึ่งมาตรการนี้จะมีความคล้ายคลึงกับ “ชิมช็อปใช้” อย่างมาก แต่เงินที่ได้ในรอบนี้นั้นไม่จำเป็นที่จะต้องใช้จ่ายกับร้านค้าที่ลงทะเบียนชิมช็อปใช้ก็ได้
     ถ้าหากนำสองมาตรการนี้มาเทียบกันก็จะพบว่ามาตรการ ชิปช็อปใช้ ที่ได้ผ่านมาแล้วทั้งหมด 3 เฟสด้วยกันนั้น งบที่ทางรัฐบาลได้ดึงเงินออกมาใช้นั้นอยู่ที่ราวๆ 30,000 ล้านบาท แต่มาตรการอัดฉีดเงินผ่านพร้อมเพย์ในครั้งนี้จะใช้งบสูงถึง 100,000 ล้านบาท
     ก็จะเห็นได้ว่างบที่จะถูกฉีดเข้าระบบในรอบนี้นั้นสูงเป็น 3 เท่ากว่าที่ใช้ไปในมาตรการครั้งก่อน และที่สำคัญทางนาย อุตตม สาวนายน ยังได้บอกอีกว่าการปล่อยมาตรการนี้ยังเป็นแผนแค่ใน “ระยะเบื้องต้น” โดยมีเวลาที่หวังผลในการพยุงไปแค่เพียงในช่วง 3-4 เดือนแรกเท่านั้น
     ซึ่งก็ไม่รู้นะครับว่ามาตรการนี้จะถูกใจประชาชนคนไทยหรือเปล่า เพราะเงินที่ได้รับกันแต่ละคนนั้นคาดว่าจะได้ไม่เกินราวๆ 3,000 บาท และในเศรษฐกิจแบบนี้หลายๆคนก็น่าจะเลือกที่จะเก็บเงินไว้ใช้ยามฉุกเฉินกันมากกว่าการนำไปใช้จ่าย
     อีกทั้งถ้าสถานะการณ์ของ Covid-19 นั้นไม่ดีขึ้น ก็คงจะไม่มีใครกล้าออกจากบ้าน กล้าออกไปกินอาหารหรือช็อปปิ้งกันด้วย จึงทำให้มาตรการนี้นั้นมี Feedback ที่ค่อนข้างหนักอยู่พอสมควร

     ต่อมาเป็นข้อที่สอง สำหรับข้อนี้ก็น่าจะถูกใจนักลงทุนที่อยู่ในตลาดหลักทรัพย์บ้านเราหรือ SET กันไม่น้อย เพราะทางรัฐบาลนั้นก็ได้มีแผนที่จะปรับรูปแบบกองทุนรวม SSF ให้ใกล้เคียงกับโครงสร้างของ LTF กองทุนเดิมที่ผู้ถือจะได้รับสิทธิลดหย่อนภาษี และที่สำคัญสัดส่วนเงินลงทุนของ LTF นั้นถูกจัดสรรให้อยู่ในหุ้นค่อนข้างสูง
     โดยในข้อมูลย้อนหลังนั้น เงินทุนจาก LTF ที่เข้ามาในตลาดหลักทรัพย์นั้นมากถึงปีละ 30,000 ล้านบาท ดังนั้นมาตรการนี้ถ้ามีการปล่อยออกมาจริงๆ ก็จะช่วยทำให้ตลาดหุ้นในบ้านเรามีความน่าสนใจมากขึ้น

     ต่อมาเป็นมาตรการที่สาม Soft Loan หรือมาตรการสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ โดยทางรัฐบาลก็จะไปตกลงกับธนาคารที่อยู่ในสังกัดเพื่อเป็นการ “ซับ” แผลให้กับเจ้าของธุรกิจและ SME เพราะ “เงินสด” คือหัวใจของการดำเนินธุรกิจต่อไป ในช่วงที่เศรษฐกิจชะลอตัวแบบนี้หากผู้ประกอบการเจ้าไหนมีเงินทุนที่ไม่เยอะพอก็อาจจะทำให้การสู้กับพิษเศรษฐกิจไม่ไหว ดังนั้นข้อนี้จึงถือว่ามีประโยชน์ อีกทั้งยังใช้เงินไม่มากด้วยหากเทียบกับมาตรการอื่น
     นอกจากนี้ทางอุตสาหกรรมที่กำลังย่ำแย่หนักอย่าง “ธนาคาร” นั้นทางรัฐบาลก็ได้มีมาตรการเพื่อช่วยเหลือเหล่าธนาคารพาณิชย์ออกมาด้วย
     โดยทางรัฐจะทำการผ่อนปรนนโยบายการตั้งสำรองของธนาคารพาณิชย์ต่างๆ ซึ่งมาตรการนี้ก็จะช่วยเหลือธุรกิจธนาคารให้ไม่ต้องสูญเสียเงินสดไปกับการตั้งสำรองหนี้จนมากเกินไป ผลที่จะตามมาก็คือธนาคารจะมีสภาพคล่องที่ดีนและทำการปล่อยสินเชื่อเพื่อช่วยเหลือประชาชนได้มากขึ้น ก็ต้องถือว่าแผนปล่อยมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐในรอบนี้นั้นฟังดูเข้าท่าอยู่หลายข้อ ส่วนข้อที่ไม่สมเหตุสมผลก็คงต้องพูดคุยกันต่อไป ซึ่งมาตรการทั้งหมดที่จะปล่อยออกมาก็ล้วนแล้วแต่เป็นการช่วยเหลือผู้ประกอบการในประเทศทั้งสิ้น

     ถ้าหากได้ปล่อยออกมาจริงๆ ก็จะเป็นการช่วยให้ตลาดทุนในไทยนั้นดูมีความมั่นคงเพิ่มมากขึ้นสำหรับมาตรการปรับโครงสร้างกองทุน SSF และรวมไปถึงการกระตุ้นให้เงินหมุนเวียนในประเทศนั้นคล่องขึ้นจากการสนับสนุนให้คนไปจับจ่ายใช้สอย
     แต่ก็อย่างว่าแหละครับ ในส่วนของการแจกเงินนั้นยังเป็นเพียงแค่แผนแรก ซึ่ฃตรงนี้หลายๆคนก็มองว่าจะเป็นการ “ตำน้ำพริกละลายแม่น้ำ” อีกรึเปล่า จะกระตุ้นให้ผู้คนออกมาใช้จ่ายกันให้เศรษฐกิจหมุนเวียนได้จริงๆหรือไม่    

     หากมองโดยรวมก็ถือว่าดูดีเลยทีเดียวสำหรับมาตรการเหล่านี้ เพราะจะเป็นการช่วย “ต่อลมหายใจ” ให้กับเหล้าผู้ประกอบการ ซึ่งลูกจ้างก็จะได้ไม่ต้องโดนเลิกจ้างงาน อีกทั้งผู้ที่ต้องการจะออมเงินในกองทุน SSF ก็น่าจะได้รับประโยชน์ที่มากขึ้นในเรื่องของการลดหย่อยภาษี

     สำหรับสถานะการณ์ Covid-19 ที่กำลังแพร่ระบาดไปทั่วโลกในครั้งนี้ก็ต้องมาติดตามข่าวกันต่อ แต่โดยส่วนตัวแล้วผู้เขียนยังคิดว่าในมุมของเรื่องมาตรการการรับมือกับโรคระบาดจากรัฐบาลในตอนนี้นั้น ยังไม่สามารถเรียกความ “เชื่อมั่น” จากหลายๆฝ่ายได้ดีเท่าที่ควร

     โดยเฉพาะในบุคลากรการแพทย์และประชาชนทั่วไปที่กำลังมีปัญหาการขาดแคลน “หน้ากากอนามัย” กันอย่างหนัก เพราะก็ต้องยอมรับว่าความตื่นตัวในการป้องกันการแพร่ระบาดของ Covid-19 ที่เสียวๆว่าจะยกระดับไปสู่การระบาดเฟสที่ 3 จากภาครัฐนั้นยังดูน้อยกว่าที่ควร ถ้าหากประเทศเรามีมาตรการที่เข้มข้นก็จะทำให้ยอดผู้ติดเชื้อและผู้เสียชีวิตในประเทศนั้นน้อยลง ซึ่งเรื่องนี้จะส่งผลต่อความเชื่อมั่นในการลงทุนและอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวอย่างมาก

     ในยามที่ทุกคนกำลังลำบากเช่นนี้ หากรัฐบาลมีมาตรการเด็ดๆ หรือกำลังจะปล่อยนโยบายอะไรดีออกมาก็ถือว่ากำลังเป็นจังหวะที่ดีในการสร้างผลงาน หลังจากที่ได้โดนวิพากวิจารณ์กันอย่างหนักในตลอดช่วงเวลาที่ผ่านมา

“โอกาสทอง” ของรัฐบาลเช่นนี้ไม่ได้มีกันนบ่อยๆ มาดูกันว่าพวกเขาจะทำสำเร็จได้รึเปล่า ?

รัฐบาลจะสามารถนำพาประเทศและประชาชนผ่านพ้นวิกฤติจาก Covid-19 ในครั้งนี้ได้หรือไม่ ??

หรือจะพลาดท่า ล้มเหลวในการช่วยเหลือประชาชนและการบริหารเหมือนอย่างเคย ???

เรื่องนี้ ก็ต้องมาติดตามกันต่อไป...


กลุ่ม FACEBOOK เรียนรู้หุ้น การออม การลงทุน
- แชร์ความรู้ด้านเทคนิค และพื้นฐานหุ้น
- แชร์ความรู้ด้านอนุพันธ์
- บทความด้านจิตวิทยาการลงทุน
- Live สดสรุปสถานะการณ์

แชร์ความรู้นะครับ..ไม่ได้แนะนำการลงทุน
100% ฟรี ‼️‼️ ไม่มีค่าใช้จ่าย
กดเข้ามาได้เลย 👇👇
https://www.facebook.com/groups/2227825120800599/?ref=share


RELATED POST

เปิดบัญชี หุ้น อนุพันธ์ ค่าคอมพิเศษ

x