READING

“โลก” ระอุ กับสงครามแนวใหม่ในรูปแบบ “ราคาน้ำมัน”...

“โลก” ระอุ กับสงครามแนวใหม่ในรูปแบบ “ราคาน้ำมัน”

“โลก” ระอุ กับสงครามแนวใหม่ในรูปแบบ “ราคาน้ำมัน” ใครได้-ใครเสีย ?

     ถือเป็นภาพติดตา(ที่ไม่น่าดู) อีกหนึ่งวันของ SET หรือตลาดหลักทรัพย์บ้านเราเลยก็ว่าได้ หลังจากที่วันนี้ดัชนีปิดตลาดร่วงลงไปถึง 7.96% หรือ 108.63 จุด ทำเอานักลงทุนหลายๆคนนั่งไม่ติดเก้าอี้กันเลยสำหรับบรรยากาศของตลาดหุ้นของไทยในช่วงนี้ แต่จริงๆแล้วก็ไม่ได้ออกมาผิดคาดสักเท่าไหร่นัก หลังจากที่ราคาน้ำมันดิบโลกได้ร่วงลงมากว่า -30% ในช่วงวันเสาร์อาทิตย์ที่ผ่านมา

     ส่วนสาเหตุที่ทำให้น้ำมันดิบร่วงแรงนั้นก็มาจากการที่กลุ่ม OPEC และ Non-OPEC ไม่สามารถตกลงกันได้ในเรื่องของการพยุงราคาน้ำมัน ส่งผลให้ “สงครามราคาน้ำมัน” ครั้งใหม่ในยุคนี้ได้เริ่มต้นขึ้นทันที แล้วทำไม “ราคาน้ำมันดิบ” ส่งผลกับตลาดหุ้นไทยได้มากขนาดนี้ ? เดี๋ยววันนี้เราจะพาไปหาคำตอบกัน รวมไปถึงการเปิดปมปัญหาที่เป็นตัวจุดฉนวนของสงครามราคาในครั้งนี้ไปด้วยพร้อมๆกัน

     ว่าแล้วก็ไปลุยกันเลย....

     หลายๆท่านคงทราบดีว่าช่วงนี้บรรยากาศการลงทุนทั้งโลกนั้นค่อนข้างมีความ “เปราะบาง” เป็นทุนเดิมอยู่แล้วจากการแพร่ระบาดของ Covid-19 ที่ส่งผลลบกับตลาดการลงทุนอย่างมาก จริงอยู่ที่ว่าโรคระบาดนั้นปัจจัยชั่วคราวที่ผ่านมาแล้วก็ผ่านไป แต่ผลกระทบที่โรคระบาดทิ้งไว้กับเศรษฐกิจนั้นก็ถือว่าไม่น้อยเลยเหมือนกัน

     และถ้าหากทุกๆคนลองย้อนกลับไปดู “ยักษ์ใหญ่” หรือบริษัทที่มี Market cap ใหญ่ๆระดับประเทศของบ้านเรานั้น ทุกคนจะเห็นเลยว่าหุ้นกลุ่ม “พลังงาน” ถือเป็นหุ้นกลุ่มหลักๆของตลาดบ้านเราเลยก็ว่าได้ โดยหุ้นกลุ่มนี้มีสัดส่วนสูงถึงราวๆ 25% ของหุ้นในประเทศไทยทั้งหมด
     ดังนั้นเมื่อตลาดหุ้นบ้านเราถือว่ามีแกนหลักขับเคลื่อนเป็นกลุ่มพลังงาน พอราคาน้ำมันดิบนั้นร่วงลงแรง ความโชคร้ายก็ได้วิ่งเข้าใส่หุ้นกลุ่มนี้เข้าอย่างจัง

     ซึ่งผลก็เป็นไปตามที่ทุกคนคาดกันไว้นั่นแหละ แต่เหมือนจะเกินคาดไปพอสมควร เพราะสรุปวันนี้หุ้นระดับประเทศอย่าง PTT ก็ได้สร้างความแตกตื่นให้กับนักลงทุนได้เป็นอย่างมาก หลังจากที่เปิดลบและแดงกันต่อเนื่องจนลากดัชนี SET บ้านเราลงมาด้วยไปอย่างน่าใจหาย หากทุกคนยังจำกันได้ ย้อนกลับไปราวๆปี 2558 ดัชนี SET ในบ้านเราก็เคยเกิดเหตุการณ์ร่วงแรงคล้ายๆอย่างนี้ไปแล้วหนึ่งครั้ง ซึ่งก็สัมพันธ์กับราคาน้ำมันดิบที่ตอนนั้นมีราคาราวๆ 120 เหรียญดอลลาร์สหรัฐ  และก็ได้ร่วงลงมาที่ราวๆ 30 เหรียญดอลลาร์สหรัฐอย่างรวดเร็ว ซึ่งในอดีตครั้งนั้นตลาดบ้านเราก็ได้ตอบรับเหตุการณ์ของราคาน้ำมันดิบด้วยการร่วงแรงเหมือนกันกับในปัจจุบัน

     ผลสรุปว่าจนเวลาปิดตลาด ราคาหุ้นของ PTT ก็ได้ร่วงลงไปกว่า -25.33% รวมไปถึง PTTEP ที่ติดลบไปด้วยกว่า 29.81% กระโดดลงไปเดินเล่นที่ราคาฟลอร์เรียบร้อยในวันนี้
     ส่วนปมขัดแย้งที่ทำให้จู่ๆราคาน้ำมันดิบนั้นร่วงลงมาแรงจนเป็นประวัติศาสตร์ แถมยังทำลายสถิติกันไปที่ตัวเลขติดลบถึง -30% ในขณะที่สถิติเดิมนั้นคือเมื่อครั้งที่ราคาน้ำมันได้มีการติดลบ -24% ไปเมื่อ 17 ปีที่แล้วนั่นก็มาจากการ “ขัดคอ” กันของนักเลงน้ำมันรุ่นใหญ่อย่างซาอุดิอาระเบียและรัสเซีย

     สำหรับสาเหตุที่ทำให้อยู่ดีๆ ซาอุดิอาระเบียออกมาประกาศลดราคาน้ำมันลงแบบสายฟ้าแลบในครั้งนี้ก็มีต้นสายปลายเหตุมาจากการขอความร่วมมือในการ “พยุงราคาน้ำมัน” จากทางซาอุฯนั้นไม่เป็นผล
     เหตุผลที่ทางซาอุฯ อยากพยุงราคาน้ำมันก็เพราะพวกเขาได้มีมุมมองว่า Covid-19 นั้นกำลังทำให้เศรษฐกิจโลกนั้นชะลอตัวอย่างหนัก อีกทั้งยังทำให้ความต้องการใช้น้ำมันลดลงไปจากการขนส่งและคมนาคมที่ยากลำบากซึ่งก็จะเห็นได้ว่าราคาน้ำมันนั้นได้มีการปรับตัวลดลงถึงราวๆ 13% จากต้นปี
     แน่นอนว่าคนที่ได้รับผลกระทบไปเต็มๆก็คือประเทศซาอุดิอาระเบีย จึงไม่แปลกที่ซาอุฯจะขอให้รัสเซียช่วยพยุงราคาน้ำมันดิบด้วยการลดกำลังการผลิตลง 2% หรือคิดเป็นวันละ 1.5 ล้านบาร์เรลตามที่ซาอุฯได้คาดหวังไว้

     เมื่อซาอุฯได้ไปทำการพูดคุยเจรจาต่อรองแล้วทางรัสเซียไม่เล่นด้วยนั้น ผลกระทบแค่เด้งแรกก็ทำให้ราคาของน้ำมันดิบนั้นร่วงลงมาปิดตลาดในวันศุกร์ที่แล้วกว่า 10% ไปในวันสุดสัปดาห์ก่อน แต่เท่านั้นยังไม่พอ เมื่อพูดคุยกันดีๆไม่ได้ และทางซาอุฯก็คงจะรู้สึกไม่พอใจ จึงได้มีการใช้ไม้แข็งด้วยการประกาศ “ลดราคาน้ำมันดิบ” แถมยังเสริมความหนักแน่นเข้าไปอีกด้วยการเพิ่มกำลังการผลิตจากเดิมที่ทำอยู่ราวๆ 9.9 ล้านบาร์เรลต่อวันให้ขึ้นไปถึงที่ระดับ 10-12 ล้านบาร์เรลต่อวัน

     การที่ซาอุฯได้ทำแบบนี้ ก็เปรียบเสมือนการ “ประกาศสงคราม” ทางราคาน้ำมันดิบอย่างชัดเจน เพราะในกลุ่ม OPEC นั้นมีประเทศซาอุฯเป็นหัวเรือหลักของกลุ่มเลยก็ว่าได้ เพราะมีสัดส่วนการผลิตอยู่ทสูงถึงราวๆ 35%
     ซึ่งก็จะกลับไปคล้ายเหตุการณ์ในช่วงปี 2557-2560 ที่เราได้เล่าให้ฟังไปก่อนหน้านี้ และทุกคนทราบไหมว่า ? ในครั้งนั้นที่ราคาน้ำมันร่วงก็เพราะ OPEC ได้ดำเนินนโยบายกลยุทธ์การตัดราคาคล้ายๆกับที่เป็นอยู่ในตอนนี้ 

     สำหรับประเด็นนี้ก็ต้องลุ้นให้ตกลงกันได้โดยเร็วที่สุด เพราะถ้าหากมีการยืดเยื้อกันถึง 2-3 ปีอย่างในอดีตที่เคยได้เกิด “สงครามราคา” ขึ้นนั้นก็มีแนวโน้มว่าตลาดหุ้นบ้านเราคงต้องเหนื่อยกันไปอีกยาวอยู่เหมือนกัน เพราะลองมาดูหุ้นที่อยู่ในกลุ่มพลังงานในบ้านเราก็จะเห็นได้เลยว่ามีอยู่มากมายหลายตัว ดังนี้
     - PTT,PTTEP, PTTGC, TOP,IRPC
     - BANPU
     - BCP
     - ESSO
     - SPRC
     - PTG
     - IVL
     - SCC

     ทีนี้ถ้าหุ้นกลุ่มนี้ได้รับผลกระทบหนักๆ บอกได้เลยว่าไม่ดีแน่นอน เพราะถ้านับแค่กำไรที่หายไปของกลุ่มนี้ ก็จะทำให้กำไรของบริษัทที่อยู่ในตลาดหลักทรัพย์ของบ้านเราหายไปมากถึงราวๆ 48,000 ล้านบาท

     เรียกได้ว่าเป็น Black Monday เลยก็ว่าได้สำหรับวันนี้ เพราะเปิดดูทรัพย์สินอะไรๆก็มีสีแดงประดับอยู่เต็มไปหมด แสดงให้เห็นถึงความวิตกกังวลของนักลงทุนทั่วโลกจาก Covid-19 ที่กำลังเล่นงานระบบเศรษฐกิจของทุกประเทศให้ชะลอตัวลง แถมยักษ์ใหญ่แห่งวงการน้ำมันอย่างซาอุกับรัสเซีย ยังมาเปิดสงครามกันเพราะไม่สามารถตกลงกันได้ในตอนนี้อีก

     จากปัจจัยกดดันที่แสนจะมากมายเหลือเกินในช่วงนี้ พวกเราจึงอยากให้นักลงทุนทุกท่านมีสติให้มากๆ ทำตามแผนการที่ได้วางไว้อย่างเคร่งครัด ติดตามข่าว เหตุการณ์อย่างใกล้ชิด เพราะในเวลานี้ไม่มีอะไรแน่นอนเลยจริงๆ

สงครามราคาของเจ้าพ่อน้ำมันอย่างซาอุดิอาระเบีย VS รัสเซีย จะจบอย่างไร ?

หรือนี่จะเป็นรูปแบบการทำ “สงคราม” ของโลกในยุคใหม่  ??

เรื่องนี้ ต้องมาติดตามกันต่อไป...


อีกหนึ่งช่องทางของเราใน App blockdit
กดมาเลย
https://www.blockdit.com/pr_berd


เปิดบัญชี หุ้น อนุพันธ์ ค่าคอมพิเศษ

x