14 Graph Pattern ที่พบบ่อยในตลาดหุ้น 📈

14 Graph Pattern ที่พบบ่อยในตลาดหุ้น 📈

     📌 การวิเคราะห์หุ้นด้วยหลักการทางเทคนิค หรือการวิเคราะห์กราฟหุ้นจะมีหลายวิธี ไม่ว่าจะเป็นการใช้ indicator สำเร็จรูป เช่น MACD EMA และ RSI หรือจะเป็นการวิเคราะห์โดยใช้ เทรนไลน์ จะเป็นการรวมกันระหว่างเครื่องมือที่เรียกว่าเทรนไลน์ และผู้วิเคราะห์ซึ่งความแม่นยำจะขึ้นอยู่กับความชำนาญของผู้วิเคราะห์เองด้วยโดยการวิเคราะห์ โดยใช้ เทรนไลน์ก็จะมีหลายวิธีเหมือนกัน แต่ในบทความนี้เราจะมาศึกษา เกี่ยวกับรูปแบบของกราฟที่จะช่วยคลาดการณ์ทิศทางของหุ้น ซึ่งจะมีอยู่ 14 รูปแบบที่พบเห็นได้บ่อยในกราฟหุ้นประเทศไทย และมีการใช้งานอย่างแพร่หลาย

เรามาเรียนรู้กันเลย ‼️

     📌 รูปแบบ Triple Top จะเกิดขึ้นในหุ้นที่อยู่ในแนวโน้มขาขึ้นและกำลังจะกลับตัวเข้าสู่ขาลง โดยรูปแบบ Triple Top จะทำจุดสูงสุดที่เท่ากันหรือใกล้เคียงกัน 3 จุด ซึ่งก็คือ จุด A1 A2 และ A3 ตามรูปด้านบน หากผู้วิเคราะห์พบรูปแบบ Triple Top ในหุ้นที่กำลังวิเคราะห์อยู่ ให้ผู้ลงทุนลากเส้นแนวรับที่จุดต่ำสุดระหว่าง A1 A2 และ A2 A3 ตามเส้นสีเขียวในรูปด้านบน หลังจากนั้นให้ผู้วิเคราะห์รอให้ราคาหลุดเส้นแนวรับลงมาจึงทำการขายหุ้น เมื่อราคาหลุดเส้นแนวรับลงมา เส้นแนวรับจะเปลี่ยนหน้าที่เป็นแนวต้าน และราคาจะมีโอกาสเด้งกลับขึ้นไปชนที่แนวต้านอีกครั้งตามรูปคือ จุด X หากไม่ผ่านราคาจะปรับตัวลงมาโดยมีเป้าหมายอยู่ที่เส้นแดงด้านล่าง ซึ่งความสูงของเป้าหมาย คือ H2 ซึ่งจะเท่ากับ H1 ผู้ลงทุนสามารถนำมาใช้เป็นเป้าหมายในการทำกำไรได้

 
     📌 Triple Bottom เป็นสัญญาณการกลับตัวของราคาในแนวโน้มขาลง เป็นสัญญาณที่บ่งบอกว่าราคาพร้อมจะกลับตัวจากขาลงสู่แนวโน้มขาขึ้น โดยกราฟจะทำจุดต่ำสุด 3 จุดที่เท่ากันหรือใกล้เคียงกัน เมื่อผู้วิเคราะห์พบรูปแบบ Triple Bottom ให้ผู้วิเคราะห์ลากเส้นแนวต้านที่ จุดสูงสุดระหว่างจุด A1 A2 และ A3 ตามเส้นสีเขียวตามรูปด้านบน หลังจากนั้นให้ผู้วิเคราะห์รอให้ราคาเบรกแนวต้านขึ้นด้านบนก่อนจึงทำการซื้อหุ้น เมื่อราคาเบรกแนวต้านแล้วแนวต้านจะรับหน้าที่เป็นแนวรับ ให้ผู้ลงทุนตั้งจุด stop loss ไว้ใต้เส้นแนวรับ เพราะราคามีโอกาสที่จะลงมาเทสเส้นแนวรับอีกครั้งหากแนวรับเอาอยู่ ราคาจะเด้งขึ้นไปสู่ขาขึ้น ซึ่งจะมีเป้าหมายอยู่ที่เส้นสีแดงด้านบน โดยที่ความสูงจากแนวรับ H1 จะเท่ากับ H2 ผู้ลงทุนสามารถใช้เป็นเป้าหมายในการขายทำกำไรได้

     📌 รูปแบบการกลับตัว Double top จะเกิดขึ้นตอนที่ราคาหุ้นอยู่ในแนวโน้มขาขึ้น และกำลังจะกลับตัวสู่แนวโน้มขาลง โดยจะสร้าง จุดสูงสุดสองจุดที่มีความสูงเท่ากันหรือใกล้เคียงกันเหมือนกับรูปด้านบน ซึ่งก็คือ จุด A1 และ จุด A2 เมื่อผู้วิเคราะห์เห็น จุดสูงสุด 2 จุดในกราฟหุ้นที่กำลังวิเคราะห์อยู่นั้นให้ผู้วิเคราะห์ลากเส้นแนวรับเหมือนกับเส้นที่เขียวตามรูปด้านบน หลังจากนั้นให้ผู้วิเคราะห์รอให้ราคาหลุดเส้นแนวรับลงมา จึงทำการขายหุ้น หลังจากราคาหลุดเส้นแนวรับสีเขียวแล้ว เส้นแนวรับสีเขียวจะเปลี่ยนหน้าที่จากแนวรับเป็นแนวต้านแทน หลังจากที่ราคาหลุดแนวรับลงมาแล้วราคามีโอกาสที่จะเด้งเพื่อไปทดสอบที่เส้นแนวต้านสีเขียวอีกครั้ง หากราคาไม่สามารถเด้งผ่านไปได้ราคาจะลงและเข้าสู่แนวโน้มขาลงต่อไป

     📌 Double bottom เป็นรูปแบบการกลับตัวจากแนวโน้มขาลง เข้าสู่แนวโน้มขาขึ้น โดยกราฟจะทำจุดต่ำสุด 2 จุด ที่เท่ากันหรือใกล้เคียงกันเหมือนกับ จุด A1 และ A2 ตามรูปด้านบน เมื่อผู้วิเคราะห์พบจุดต่ำสุด 2 จุดในกราฟหุ้นที่ผู้วิเคราะห์กำลังวิเคราะห์อยู่ให้ผู้วิเคราะห์ลากเส้นแนวต้านเหมือนเส้นสีเขียวตามรูปด้านบน และรอให้ราคาเบรคเส้นแนวต้านขึ้นไปทางด้านบนก่อนจึงทำการซื้อหุ้นตัวดังกล่าว เมื่อราคาเบรกเส้นแนวต้านขึ้นไปได้แล้ว เส้นแนวต้านดังกล่าวจะเปลี่ยนหน้าที่จากแนวต้านสู่แนวรับ เพราะราคาอาจจะลงกลับมาทดสอบเส้นดังกล่าวอีกครั้ง หากราคาไม่หลุดแนวรับลงมาแสดงว่าแนวรับนั้นมีนัยสำคัญ และราคาจะเด้งกลับขึ้นไปสู่แนวโน้มขาขึ้นดังรูปด้านบน

     📌 หุ้นที่อยู่ในรูปแบบกราฟสี่เหลี่ยมผืนผ้าขาขึ้น จะมีปริมาณการซื้อขายที่น้อย ราคาจะเคลื่อนที่ออกทางด้านข้างเป็นรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า โดยจะทำจุดสูงจุดเท่ากันหรือใกล้เคียงกัน ตั้งแต่ 2 จุดขึ้นไป และจะทำจุดต่ำสุดเท่ากันหรือใกล้เคียงกันตั้งแต่ 2 จุดขึ้นไป ให้ผู้ลงทุนลากเส้นเชื่อม จุดสูงสุด และ จุดต่ำสุด ตามรูปด้านบน เส้นด้านบนจะรับหน้าที่เป็นแนวต้าน และเส้นด้านล่างจะรับหน้าที่เป็นแนวรับ โดยส่วนใหญ่แล้วรูปแบบนี้ราคาจะเบรคขึ้นทางด้านบนและเข้าสู่แนวโน้มขาขึ้น

     📌 การปรับฐานในขาลงหรือการรีบาวด์ ในรูปแบบสี่เหลี่ยมผืนผ้าขาลง จะมีลักษณะคือ ราคาทำจุดสูงสุดเท่ากันหรือใกล้เคียงกันตั้งแต่ 2 จุดขึ้นไป และทำจุดต่ำสุดใกล้เคียงกันตั้งแต่ 2 จุดขึ้นไป เมื่อผู้วิเคราะห์เห็นลักษณะดังกล่าวให้ผู้วิเคราะห์ลากเส้น เชื่อมระหว่างจุดสูงสุด และลากเส้นเชื่อมระหว่างจุดต่ำสุด ผู้ลงทุนจะได้รูปเหมือนสี่เหลี่ยมผืนผ้าเหมือนกับรูปด้านบน ซึ่งเส้นบนทำหน้าที่เป็นแนวนต้าน และเส้นล่างทำหน้าที่เป็นแนวรับ โดยส่วนใหญ่แล้วในรูปแบบนี้ราคาจะเบรคลงทางด้านล่าง  เสมอเพราะเป็นรูปแบบกราฟต่อเนื่อง

     📌 รูปแบบกราฟหัวและไหล่หัวตั้ง จะเกิดตอนที่ราคาอยู่ในแนวโน้มขาขึ้น โดยจะทำสัญญาณเป็นรูปแบบหัวไหล่เหมือนกับในรูปด้านบนโดยจะมี จุด B1 เป็นไหล่ซ้าย จุด B2 เป็นไหลขวา และจุด A เป็นส่วนของหัว หากเจอรูปแบบนี้จะต้องลากเส้น neck line (เส้นที่เขียวตามรูปด้ายบน) ระหว่างจุดสองจุด คือ low ของ ไหล่ซ้ายและไหล่ขวา ของกราฟตามรูปด้านบน เมื่อลากเส้น neck line ได้แล้วผู้ลงทุนจะต้องรอให้ราคาหลุดเส้น neck line ก่อนจึงทำการขายเพราะหากไม่รอให้หลุดก่อน ราคาอาจจะไม่หลุดลงมาล่าง neck line หรืออาจจะเด้งไปสูงกว่าจุดที่เราคิดว่าเป็นส่วนหัว จนทำให้ไม่เป็นรูปแบบ หัวและไหล่ ตามที่เราคิดไว้ก็ได้

     📌 รูปแบบกราฟหัวและไหล่กลับหัว เป็นรูปแบบที่ตรงข้ามกลับข้อหนึ่ง โดยจะเกิดขึ้นในตลาดขาลงและกำลังจะกลับตัวเข้าสู่ขาขึ้น โดยรูปแบบของหัวและไหล่กลับหัวจะเหมือนกับคนตีลังกาอยู่ โดยจะมีจุด A เป็นส่วนหัว และ B1 และ B2 เป็นส่วนของไหล่ ตามรูปด้านบน เมื่อเริ่มเห็นรูปแบบเป็นหัวและไหล่กลับหัวให้ผู้วิเคราะห์ลากเส้น neck line (เส้นสีเขียวตามรูปด้านบน) ซึ่งจะลากระหว่างจุดสูงสุดของไหล่ขวาและจุดสูงสุดของไหล่ซ้าย ตามรูป
     เมื่อผู้วิเคราะห์ลากเส้น neck line แล้ว ผู้วิเคราะห์จะต้องรอให้ราคาเบรกเส้น neck line ขึ้นมาก่อนจึงทำการซื้อหุ้นเพราะหากไม่รอ ราคาอาจจะลงไปต่ำกว่าส่วนหัวอีกได้ แล้วจะทำให้รูปแบบของราคาไม่ใช่           “หัวและไหล่” แต่จะลงต่อไปในแนวโน้มขาลง

     📌 รูปแบบกราฟลิ่มหัวปัก จะเกิดช่วงที่หุ้นอยู่ในแนวโน้มขาขึ้นแล้วเกิดการพักฐาน เมื่อลากเส้นจะได้เป็นรูปคล้ายสามเหลี่ยมปักหัวลง ตามรูปด้านบน โดยช่วงที่หุ้นอยู่ในรูปแบบลิ่ม จะมีปริมาณการซื้อขายที่น้อยเมื่อเทียบกลับตอนปรับตัวขึ้น
หากผู้ลงทุนเห็นรูปแบบกราฟลิ่มหัวปัก ให้ผู้ลงทุนรอให้ราคาเบรคเส้นแนวต้านด้านบนของลิ่มพร้อมด้วยการเพิ่มขึ้นของปริมาณการซื้อขาย จึงทำการเข้าซื้อหุ้น

    📌 ในช่วงที่หุ้นอยู่ในแนวโน้มของขาลง หุ้นจะไม่ลงอย่างเดียวจะมีการเด้งรีบาวด์ของราคาเสมอ ซึ่ง รูปแบบกราฟลิ่มเงยขึ้น เป็นรูปแบบการรีบาวด์รูปแบบหนึ่งในแนวโน้มขาลง รูปแบบกราฟลิ่มเงยขึ้นเป็นรูปแบบที่แสดงความต่อเนื่องของราคา ซึ่งหมายความว่า เมื่อราคาอยู่ในแนวโน้มขาลงแล้วราคาเด้งทำรูปแบบของลิ่ม จะทำให้ตีความหมายได้ว่าแนวโน้มจะยังคงเป็นขาลงเหมือนเดิมไม่ได้กลับตัวสู่แนวโน้มขาขึ้นเป็นเพียง การพักฐานของขาลงเท่านั้น
หากผู้ลงทุนพบรูปแบบลิ่มเงยขึ้นในแนวโน้มขาลง ให้ผู้ลงทุนรอที่จะขาย โดยจะขายหุ้นเมื่อราคาหลุดเส้นแนวรับของลิ่มลงมาด้านล่างพร้อมกับมีปริมาณการซื้อขายที่เพิ่มขึ้นก่อน
     NOTE : หากกราฟรูปแบบลิ่มหรือสามเหลี่ยมกินเวลานาน จะแสดงให้เห็นถึงความมีนัยสำคัญของแพทเทิลกราฟ เมื่อมีการเบรกแนวรับหรือแนวต้าน ราคาจะวิ่งแรงและไกล

     📌 กราฟธงปลายแหลมขาขึ้น จะเกิดขึ้นในแนวโน้มของหุ้นที่อยู่ในช่วงขาขึ้น และเกิดจากพักตัวของราคาโดยปริมาณการซื้อขายจะน้องลง ราคาจะเบี่ยงออกจากแนวโน้มหลักเป็นรูปแบบไซด์เวย์ เมื่อนำเทรนไลน์มาลากจะได้เป็นรูปชายธงตามรูปด้านบน การพักฐานรูปแบบชายธงในขาขึ้นส่วนใหญ่ราคามักเบรคเอ้าออกจากชายธงขึ้นทางไปด้านบนตามแนวโน้มหลัก หากการพักฐานรูปแบบชายธงกินระยะเวลานานจะทำให้การเบรคเอ้าของราคามีนัยสำคัญ เมื่อราคาเบรคออกทางด้านบนของชายธงแล้วจะวิ่งได้ไกลกว่า การการไซด์เวย์ระยะสั้น

     📌 กราฟธงปลายแหลมขาลงจะเกิดเมื่อ ราคาของหุ้นอยู่ในแนวโน้มขาลงแล้วเกิดการรีบาวด์(เด้ง) โดยจะเบี่ยงเบนไปคนละทางกับแนวโน้มหลักและเมื่อนำเอาเทรนไลน์มาลากจะได้รูปคล้ายกับรูปสามเหลี่ยมหรือก็คือชายธง ตามรูปด้านบน การที่ราคาทำรูปแบบชายธงในช่วงที่ตลาดเป็นขาลงโดยส่วนใหญ่แล้วจะเบรคออกด้านล่างของชายธงแล้วลงต่อไปตามแนวโน้มหลัก หากการพักฐานรูปแบบชายธงกินระยะเวลานานจะทำให้การเบรคเอ้าของราคามีนัยสำคัญ เมื่อราคาเบรคออกทางด้านล่างของชายธงแล้วจะวิ่งได้ไกลกว่า การการไซด์เวย์ระยะสั้น
     📌 กราฟหุ้นรูปธงขาขึ้น (Bullish flag) คือรูปแบบการพักฐานของราคาในขาขึ้นรูปแบบหนึ่ง โดยจะมีลักษณะตามรูปด้านบนคือ ราคาอยู่ในแนวโน้มขาขึ้นมาสักระยะ ในเวลาต่อมาราคาได้เบี่ยงเบนออกจาดแนวโน้มหลักซึ่งก็คือ แนวโน้มขาขึ้นซึ่งจะเบี่ยงเบนออกมาในรูปแบบ ไซด์เวย์ลงเมื่อลากเส้นคู้ขนานจะได้เป็นรูปธงพอดี แต่การเคลื่อนที่ของธงขาขึ้น (Bullish flag) จะต้องเคลื่อนที่อยู่ภายในแนวโน้มหลักเท่านั้นจะต้องไม่หลุดออกจากแนวโน้มหลัก รูปธงขาขึ้น (Bullish flag) แบบนี้โดยส่วนใหญ่ราคาจะเบรคออกทางด้านบนและขึ้นต่อตามแนวโน้มหลัก
การเข้าซื้อในรูปแบบของ ธงขาขึ้น (Bullish flag) ผู้วิเคราะห์จะต้องรอให้ราคาเบรคแนวต้านด้านบนของธงพร้อมกับมี volume เข้าซื้ออย่างมีนัยสำคัญก่อ

 
     📌 รูปธงขาลง (Bearish flag) คือรูปแบบการรีบาวของราคาในขาลงรูปแบบหนึ่ง โดยจะมีลักษณะตามรูปด้านบนคือ ราคาอยู่ในแนวโน้มขาลงมาสักระยะ ในเวลาต่อมาราคาได้เบี่ยงเบนออกจากแนวโน้มหลัก(แนวโน้มขาลง)ซึ่งจะเบี่ยงเบนออกมาในรูปแบบ ไซด์เวย์ขึ้นเมื่อลากเส้นคู่ขนานจะได้เป็นรูปธงพอดี โดยที่การเคลื่อนที่ลงของ รูปธงขาลง (Bearish flag) จะต้องไม่หลุดออกจากแนวโน้มหลัก(แนวโน้มขาลง) รูปธงขาลง (Bearish flag) โดยส่วนใหญ่ราคาจะเบรคออกทางด้านล่างและลงต่อตามแนวโน้มหลัก

ผู้สนับสนุน

สนใจเปิดพอร์ท หุ้น TFEX SBL BLOCKTRADE กับโบรคเกอร์ KTBST

ค่าธรรมเนียมเรทพิเศษ

พร้อมรับสิทธิพิเศษมากมาย
– ทีมงานมืออาชีพคอยให้บริการ
– โปรแกรม EFIN//ASPEN
– โปรแกรม SUPPORT อื่นๆเช่น MT4//MODEL TRADE//KTBST SMART และอื่นอีกมากมาย

กรอกรายละเอียดได้เลย 👇

https://forms.gle/S3MctbeytZLC93KT6


เปิดบัญชี หุ้น อนุพันธ์ ค่าคอมพิเศษ

x