READING

7 วิกฤติครั้งใหญ่ ของโลกและผลกระทบต่อตลาดหุ้นไทย...

7 วิกฤติครั้งใหญ่ ของโลกและผลกระทบต่อตลาดหุ้นไทย

7 วิกฤติครั้งใหญ่ ของโลกและผลกระทบต่อตลาดหุ้นไทย

     ในตอนนี้ก็ต้องบอกว่าไม่มีใครสามารถคาดเดาอะไรเลยกับสถานะการของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย(SET)  หรือตลาดหุ้นบ้านเราได้เลยจริงๆ หลังจากที่เมื่อวันศุกร์ 13 ที่ผ่านมา เปิดตลาดมาปุ๊บก็โดน Circuit breaker กันไปอีกรอบแล้วเพราะดัชนีรูดลงไปมากกว่า 10% ทำให้ทางตลาดหลักทรัพย์ต้องพักการซื้อขายเพื่อเรียก “สติ” ของนักลงทุนกันใหม่เป็นครั้งที่ 5 ในประวัติศาสตร์ไทย

     โดยในวันศุกร์ดัชนีหุ้นไทยของเราก็ได้ร่วงลงไปลึกถึงที่ระดับ 969 จุด ซึ่งครั้งล่าสุดที่ดัชนีหุ้นประเทศเราลงไปต่ำกว่าพันจุดก็ได้ผ่านล่วงเลยมาเป็นเวลานานกว่า 8 ปี 11 เดือนเข้าไปแล้ว ทำเอานักลงทุนรุ่นใหม่ๆรู้สึกหนาวเหน็บกันอย่างบอกไม่ถูก แต่ถ้าเป็นนักลงทุนรุ่นเก๋าๆนั้น เชื่อว่าต้องเคยผ่านวิกฤติอะไรแบบนี้กันมาบ้างแล้ว

     เดี๋ยววันนี้เราจะพาย้อนกลับไปดู 7 วิกฤติทางการเงินครั้งยิ่งใหญ่ของโลกในอดีตที่เคยเกิดขึ้นและส่งผลกระทบมาถึงตลาดหลักทรัพย์และเศรษฐกิจในบ้านเรากันบ้างว่าจะมีเหตุการณ์ไหนที่ดุเดือดและน่าสนใจบ้าง

     พร้อมแล้วก็ไปลุยกันเลย...

The Great Depression (1930)

     สำหรับเหตุการณ์นี้ถือเป็นฉากจำสุดคลาสสิคที่ถูกเล่าขานกันมาจนถึงทุกวันนี้และถ้าจะเรียกว่าเป็นเหตุการณ์ “ฟองสบู่แตก” ของสหรัฐอเมริกาก็คงจะไม่ผิดนัก เรื่องมันเริ่มต้นเมื่อช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่ 1 ที่สหรัฐฯเป็นผู้ชนะสงคราม ทำให้เศรษฐกิจในสหรัฐอเมริกาจากที่ตกต่ำเพราะพิษสงครามนั้นเติบโตแบบก้าวกระโดด ผู้คนชาวอเมริกันใช้เงินและลงทุนกันอย่างฟุ้งเฟ้อ ตลาดหุ้นถูกแรงส่งให้อยู่ในฝั่งกระทิงหรือขาขึ้นเป็นเวลานานถึง 9 ปี
     เมื่อมีความโลภ การกู้ยืมเพื่อมาลงทุนจึงได้เกิดขึ้น แถมในขณะนั้นชาวอเมริกันยังมีความเชื่อมั่นสูงเกินไปว่าความรุ่งเรืองจะคงอยู่ไปได้ตลอด ในขณะที่ทางธนาคารและสถาบันการเงินก็พยายามที่จะเอาเงินมาเพื่อพยุงราคาไว้ไม่ให้มันตก 
     ด้วยความที่คนในสมัยนั้นยังมีพื้นฐานและประสบการณ์เรื่องเศรษฐศาสตร์มหภาคไม่มาก จึงทำให้เฟดหรือธนาคารกลางสหรัฐตัดสินใจประกาศ “ขึ้นดอกเบี้ย” ส่งผลให้เศรษฐกิจที่เปรียบเสมือนฟองสบู่ของสหรัฐอเมริกาโดนเติมลมอัดซ้ำเข้าไปอีก ผลสุดท้ายก็ทำให้ระบบเศรฐกิจพัง สถาบันการเงินหลายร้อยแห่งล่มสลาย กลายเป็นเหตุการณ์ที่ส่งผลกระทบยาวนานจนมาสิ้นสุดเอาที่ค.ศ. 1930 กันเลยทีเดียว

Oil Crisis (1973)

     สำหรับเหตุการณ์นี้ก็ถือเป็นอีกหนึ่งเรื่องที่สั่นสะเทือนกับระบบเศรษฐกิจของโลกได้อย่างรุนแรงเลยเหมือนกัน โดยวิกฤติครั้งนี้ก็ได้มีจุดเริ่มต้นมาตั้งแต่ราวๆ ปีค.ศ. 1971 ที่ในยุคนั้นสกุลเงินดอลลาร์มีค่าและเป็นที่ต้องการของคนทั่วโลก เพราะมันถูกผูกค่าสำรองไว้กับทองคำของประเทศ หรือเอาง่ายๆว่าเงินดอลลาร์นั้นมีตัวแบคอัพเป็นทองคำนั่นเอง (ระบบ Bretton Woods System)
     แต่หลังจากนั้นสหรัฐฯก็ได้ยกเลิกการผูกค่าเงินดอลลาร์กับทองคำ (ระบบ Fiat Currency) ทำให้กลุ่ม OPEC เริ่มตะหงิดๆใจ เพราะสหรัฐอเมริกาจะสามารถพิมเงินมาเท่าไหร่ตอนไหนก็ได้
     แต่จุดพีคของเรื่องก็ได้มาถึง เมื่อทาง OPEC มารู้ว่าสหรัฐฯ ได้สนับสนุนเงินให้กับประเทศอิสราเอลที่กลุ่ม OPEC ไม่ค่อยจะถูกคอกันอยู่เท่าไหร่ ทาง OPEC จึงตัดสินใจประกาศ “ยกเลิก” การส่งออกน้ำมันให้กับสหรัฐ ส่งผลให้ราคาน้ำมันดีดขึ้นจากราคา 3$ ไปเป็น 12$ หรือเพิ่มขึ้นถึง 300% ภายในเวลาอันรวดเร็ว
     เมื่อน้ำมันมีราคาแพงแถมหายาก และแน่นอนว่ามันคือสิ่งที่สำคัญกับการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของสหรัฐฯและนานาประเทศให้ก้าวหน้า ส่งผลให้ต้นทุนของสินค้าเกือบทุกอย่างแพงขึ้น ราคาขายก็แพงขึ้น สร้างแรงสั่นสะเทือนไปทั้งโลก โดยดัชนีตลาดหุ้น S&P 500 ของสหรัฐฯในตอนนั้นก็ได้มีการร่วงลงมามากถึง 40%

ต้มยำกุ้ง Crisis (1997)

     สำหรับเหตุการณ์นี้ก็ถือเป็นอีกหนึ่งเรื่องที่สั่นสะเทือนกับระบบเศรษฐกิจของโลกได้อย่างรุนแรงเลยเหมือนกัน โดยวิกฤติครั้งนี้ก็ได้มีจุดเริ่มต้นมาตั้งแต่ราวๆ ปีค.ศ. 1971 ที่ในยุคนั้นสกุลเงินดอลลาร์มีค่าและเป็นที่ต้องการของคนทั่วโลก เพราะมันถูกผูกค่าสำรองไว้กับทองคำของประเทศ หรือเอาง่ายๆว่าเงินดอลลาร์นั้นมีตัวแบคอัพเป็นทองคำนั่นเอง (ระบบ Bretton Woods System)
     แต่หลังจากนั้นสหรัฐฯก็ได้ยกเลิกการผูกค่าเงินดอลลาร์กับทองคำ (ระบบ Fiat Currency) ทำให้กลุ่ม OPEC เริ่มตะหงิดๆใจ เพราะสหรัฐอเมริกาจะสามารถพิมเงินมาเท่าไหร่ตอนไหนก็ได้
     แต่จุดพีคของเรื่องก็ได้มาถึง เมื่อทาง OPEC มารู้ว่าสหรัฐฯ ได้สนับสนุนเงินให้กับประเทศอิสราเอลที่กลุ่ม OPEC ไม่ค่อยจะถูกคอกันอยู่เท่าไหร่ ทาง OPEC จึงตัดสินใจประกาศ “ยกเลิก” การส่งออกน้ำมันให้กับสหรัฐ ส่งผลให้ราคาน้ำมันดีดขึ้นจากราคา 3$ ไปเป็น 12$ หรือเพิ่มขึ้นถึง 300% ภายในเวลาอันรวดเร็ว
     เมื่อน้ำมันมีราคาแพงแถมหายาก และแน่นอนว่ามันคือสิ่งที่สำคัญกับการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของสหรัฐฯและนานาประเทศให้ก้าวหน้า ส่งผลให้ต้นทุนของสินค้าเกือบทุกอย่างแพงขึ้น ราคาขายก็แพงขึ้น สร้างแรงสั่นสะเทือนไปทั้งโลก โดยดัชนีตลาดหุ้น S&P 500 ของสหรัฐฯในตอนนั้นก็ได้มีการร่วงลงมามากถึง 40%

Dot Com Crisis (2000)

    สำหรับวิกฤติต่อมาก็เป็นช่วงที่โลกเริ่มจะก้าวผ่านเข้าสู่ยุคอินเตอร์เน็ตอย่างในปัจจุบัน ย้อนกลับไปในสมัยนั้น “อินเตอร์เน็ต” และ “คอมพิวเตอร์” กำลังเป็นที่นิยมสุดๆในสหรัฐอเมริกา จึงเป็นที่มาของฉายาสุดล้ำในตอนนั้นว่าโลกเป็น “ยุคดอทคอม”
    ด้วยความหวังและอนาคตที่นักลงทุนในสหรัฐฯคิดไว้ว่าอุตสาหกรรมนี้มันต้องมาแน่ๆ ภายในระยะเวลาเพียงราวๆ 5 ปี (1995-2000) ดัชนีตลาดหุ้น NASDAQ ที่บริษัทในอุตสาหกรรมอินเตอร์เน็ตชอบไประดมทุนกันก็ได้พุ่งขึ้นจาก 1,000 ไป 5,000 จุดงในตอนนั้นตลาดมี P/E สูงกว่า 100 เท่า ในขณะที่ดัชนี DOW ก็พุ่งขึ้นไปด้วยจาก 4,000 ไปเป็น 12,000 จุด
    แต่แล้วที่สุด ในเดือนมีนาคม ปีค.ศ. 2000 ราคาหุ้นและตลาดหุ้นที่มีราคาสูงเพราะถูกระดมซื้อกันอย่างหนักด้วยความเชื่อมั่นก็ได้พังลงมา แต่จริงๆไม่ได้พัง แต่ราคานั้นแค่ “กลับลงมาสู่มูลค่าจริง” และนั่นก็ทำให้ดัชนีของ NASDAQ นั้นร่วงลงมากว่า 78% ลงมาเหลือ 1,100 จุดใกล้ๆที่เดิม
    ซึ่งเหตุการณ์ในครั้งนั้นก็ได้ทำให้ตลาดหุ้นไทยร่วงตามลงไปถึงราวๆ 46%

Subprime Crisis (2008)

    ย้อนกลับไปในช่วงนั้น อัตราดอกเบี้ยของเฟดหรือธนาคารกลางสหรัฐนั้นยังถือว่าอยู่ในเรตที่ไม่สูงมากนัก เพราะทางรัฐบาลก็กำลังมีการกระตุ้นเศรษฐกิจผ่านนโยบายการเงินนี้อยู่เช่นกัน แต่ทางสถาบันการเงินก็ยังกลัวๆการโดนเบี้ยวหนี้อยู่ จุดเริ่มต้นของวิกฤติอีกครั้งจึงได้เข้ามาเยือนโดยที่ยังไม่มีใครได้ทันรู้ตัว
    สถานบันการเงินเกือบทุกแห่งต่างก็พากันใช้เครื่องมือที่มีชื่อว่า MBS (Mortgage-backed Securities) หรือถ้าจะพูดสั้นๆก็คือการนำสินเชื่อของผู้กู้ที่ประวัติไม่ค่อยจะดีเท่าไหร่ (กลุ่ม Subprime) มารวมกันแล้วนำไปขายทอดตลาดเพื่อลดความเสี่ยงให้ตัวเองนั่นแหละ รวมไปถึงการปล่อยอนุพันธุ์ CBS เพื่อรักษาความเสี่ยงอีกหนึ่งชั้น
    เมื่อสถาบันการเงินกล้าปล่อยกู้ คนกู้ก็อยากมีบ้าน ทั้งลูกค้า Prime(กลุ่มที่ประวัติขาวสะอาด) และ Subprime ต่างก็ได้กู้เงินเพื่อมาซื้อบ้านกันอย่างสนุกสนาน ราคาบ้านก็พุ่งสูงขึ้นตามไปด้วย
    แต่ท้ายที่สุดงานเลี้ยงก็ย่อมมีวันเลิกลา เมื่อการปล่อยกู้มีมากขึ้น อัตราเงินเฟ้อก็มากขึ้นไปด้วย และเพื่อเป็นการรักษาสถานะการณ์ในตอนนั้น เฟดก็ตัดสินใจที่จะต้องประกาศขึ้นดอกเบี้ยจาก 2.25% เพิ่มขึ้นมาเป็น 5.25% ภายในเวลาสองปี ทำให้ผู้กู้กลุ่ม Subpprime ต่างก็เริ่มที่จะไม่จ่ายหนี้กันทั้งประเทศ ส่งผลให้ Lehman Brothers วาณิชธนกิจในตำนานที่กระโดดเข้าไปร่วมวงในงานเลี้ยงครั้งนั้นด้วยต้องขาดทุนย่อยยับและต้องประกาศล้มละลาย
    แน่นอนว่าการล้มลงของ Lehman Brothers บริษัทที่อยู่ในตลาดหุ้นที่มีมูลค่ามากกว่า 60,000 ล้านดอลาร์นั้นย่อมส่งผลกระทบกับตลาดเป็นอย่างมาก ราคาหุ้นที่ทรุดตัวกว่า 90% ในปี 2008 ทำให้ตลาดต้องเจอแจ๊คพ็อคไปก่อนเด้งแรก แต่เด้งต่อๆมาคือไม่ได้มีแค่บริษัทเดียวที่เข้าไปร่วมในงานเลี้ยง สถาบันการเงินที่อยู่ในตลาด Dow Jones เจ๊งกันระเนระนาด ส่งผลให้ดัชนีร่วงลงไปมากถึง 50% และก็ได้ส่งต่อแรงสั่นสะเทือนมาถึงไทยจนตลาดหุ้นบ้านเราติดลบลงไปกว่า 48%

Europe Dept Crisis (2011)

    “วิกฤตหนี้สาธารณะยุโรป” ถือเป็นวิกฤติที่มีจุดเริ่มต้นมาจากกลุ่มประเทศในแถบยุโรป (ประเทศกรีซ โปรตุเกส ไอร์แลนด์ สเปน ไซปรัส) ซึ่งต้นเรื่องจริงๆเลยก็ประเทศกรีซที่ในตอนนั้นมีหนี้อยู่ท่วมหัวแถมยังขาดดุลอยู่ถึงราวๆ 15% แต่แทนที่กรีซจะบอกเล่าปัญหากับทาง EU ที่ได้เป็นสมาชิกอยู่และจัดการปัญหาเหล่านี้ให้จบ กรีซกลับเลือกที่จะเงียบและซ่อนปัญหาเหล่านี้ไว้แทน
    และตามกฎของ EU แล้วนั้น การร่วมใช้สกุลเงินเดียวกันนั้น สมาชิกจะต้องมีหนี้ไม่เกินกว่า 60% ของ GDP และขาดดุลไม่เกิน 3% แต่กรีซนั้นขาดดุลอยู่ถึง 15% และมีหนี้อยู่มากถึง 115% ของ GDP แต่ปัญหามันอยู่ที่ว่า ไม่ได้มีเพียงกรีซที่กำลังประสบความลำบาก
    ประเทศใหญ่ๆอย่างสเปน อิตาลี่ และประเทศอย่างไอร์แลนด์ก็ประสบปัญหาที่เงินขาดมือเช่นกัน ทำให้ประเทศในแถบยุโรปหลายแห่งขาดความน่าเชื่อถือ ทางธนาคารกลางของยุโรปจึงต้องเข้ามาช่วยเหลือด้วยการ ”พิมแบงก์” และนำมาปล่อยกู้ให้ธนาคารพาณิชย์ในอัตราดอกเบี้ยต่ำๆ แต่ทางประเทศที่มีเศรษฐกิจแข็งแกร่งอย่าง “อังกฤษ” จึงเลือกที่จะปลีกตัวออกจาก EU ในเวลาต่อมา เพราะไม่อยากที่จะต้องนำเงินส่วนกลางไปเพื่อช่วยเหลือสมาชิกที่อ่อนแอ
    หนี้ก้อนขนาดมหึมาที่เริ่มต้นจากเพียงหนึ่งประเทศ แต่ภายหลังกลับพบว่าหลายๆประเทศก็มีปัญหา และยิ่งลุกลามไปยังประเทศต่างๆทั่วยุโรปซึ่งส่งผลต่อความเชื่อมั่นในการลงทุนอย่างมากในตอนนั้น แถมยังข้ามน้ำข้ามทะเลมาไกลถึงเอเชียเพราะยุโรปและเอเชียต่างก็มีความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจต่อกัน
    ซึ่งในเหตุการณ์ครั้งนั้นประเทศไทยเราก็โดนผลกระทบไปด้วย โดยดัชนีของตลาดหลักทรัพย์ก็ได้ลดลงไปมากถึง -27%

Covid-19 Crisis (2020)

    วิกฤติครั้งล่าสุดที่หลายๆคนไม่รู้ตัวว่ามันจะเข้ามาถึงได้รวดเร็วได้ขนาดนี้ เริ่มจากการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัส Covid-19 จากเมืองอู่ฮั่น มณฑลหูเป่ย ประเทศจีน แต่ทว่าชาวจีนนั้นก็ถือเป็นหนึ่งในกลุ่ม “นักท่องเที่ยว” ที่สำคัญของโลก เจ้าไวรัสที่ทำให้เกิดโรคปอดอักเสบนี้จึงได้เริ่มมีการแพร่ระบาดขึ้นตั้งแต่เดือนธันวาคม 2019 เป็นต้นมา
    ความหวาดกลัวเพราะเชื้อไวรัสนั้นสามารถแพร่ระบาดจากคนสู่คนได้ก็เริ่มมีมากขึ้นเรื่อยๆ อุตสาหกรรมท่องเที่ยวและการเดินทางต่างๆโดยเฉพาะธุรกิจสายการบินนั้นก็ได้รับผลกระทบไปอย่างหนัก เนื่องจากตัวเลขของผู้ติดเชื้อในฝั่งอเมริกาและยุโรปนั้นมีทีท่าว่าจะเพิ่มขึ้นเยอะขึ้นเรื่อยๆ
    เศรษฐกิจโลกที่กำลังมีหวังที่จะฟื้นตัวจากสงครามการค้าระหว่างจีนและสหรัฐฯนั้นก็ได้ชะลอตัวลงหนักกว่าเดิมจาก Covid-19 แถมยังเหมือนโดนเหยียบซ้ำด้วยปัญหาของกลุ่ม OPEC และ Non-OPEC ที่แตกคอกันในเรื่องของการพยุงราคาน้ำมัน ส่งผลให้ราคาน้ำมันร่วงแรงและเร็วที่สุดในประวัติศาสตร์ ตลาดหุ้นทั่วโลก, ทองคำ, น้ำมันและสินทรัพย์เกือบทุกอย่างนั้นมีราคาร่วงลงหมด เพราะในเวลานี้ตลาดต่างก็ต้องการเก็บ “เงินสด” ไว้ในมือ
    เช่นเดียวกันกับนักลงทุนในประเทศไทย ที่ที่เป็นเป้าหมายปลายทางของนักท่องเที่ยวจีนอีกที่หนึ่งที่ได้รับความนิยมสุดๆ ทำให้วิกฤติ Covid-19 ในครั้งนี้ส่งผลให้หุ้นไทยโดนเทขายกันมาเรื่อยๆ จนมาหนักสุดในช่วงสัปดาห์ที่ได้ผ่านมานี้ โดยเฉพาะ “ศุกร์ 13” ที่เพิ่งผ่านมาสดๆร้อนๆ

    และนี่ก็เป็นทั้ง 7 วิกฤติการณ์การเงินระดับมหภาคที่ส่งผลกระทบมาถึงไทยหรือภูมิภาคต่างๆทั่วโลก ซึ่งเราก็จะเห็นว่า “พายุ” นั้นถึงแม้จะรุนแรงแค่ไหน แต่สุดท้ายมันก็ย่อมที่จะผ่านไป

แต่ในสถานะการณ์ที่มีหลุมลึกๆรออยู่ พวก...


เปิดบัญชี หุ้น อนุพันธ์ ค่าคอมพิเศษ

x