READING

คู่มือการอ่านแท่งเทียน ‘ฉบับประยุกต์’ ...

คู่มือการอ่านแท่งเทียน ‘ฉบับประยุกต์’ 🎉

   คู่มือการอ่านแท่งเทียน   
  'ฉบับประยุกต์'

ถูกออกแบบมาเพื่ออธิบายสิ่งที่หลายคนคิดว่ายากและซับซ้อน ให้กลายเป็นเรื่องที่ง่ายและจับต้องได้ โดยเน้นการทำความเข้าใจจากพื้นฐาน ที่เป็นจุดเริ่มต้นที่สำคัญที่สุด...

ปัญหาหลักของการอ่านแท่งเทียนนั้น มาจากรูปแบบหรือ Pattern ที่มีนับร้อยนับพันชนิด การศึกษาโดยการพยายามจดจำให้หมด นอกจากจะลำบากแล้ว ยังทำให้ไม่สามารถตีความรูปแบบอื่นที่มีการพลิกแพลงหรือแตกต่างออกไปในสภาวะตลาดจริง

เมื่อเข้าใจเนื้อหาในนี้แล้ว ผมเชื่อว่าทุกท่านจะสามารถนำวิชาการอ่านแท่งเทียนไปต่อยอด และปรับใช้ในการวิเคราะห์จริงได้ โดยไม่ต้องพึ่งความจำอีกต่อไป

ลีโอนาร์โด ดาวินชี ศิลปินที่ถูกยกย่องให้เป็นอัจฉริยะของโลก เคยกล่าวว่า "แค่อยากนั้นไม่พอ แต่ต้องลงมือทำ... แค่รู้ก็ไม่พอ แต่ต้องประยุกต์ใช้ให้เป็น"

ผมเห็นด้วยที่สุดกับคำพูดนี้ จากประสบการณ์ตรงของตัวเอง ผมเชื่อว่าการเรียนรู้ที่ได้ผลดีที่สุด จะเรียนด้วยวิธีการหรือรูปแบบใดก็ได้ แต่ต้องเรียนแบบเข้าใจจริง และลงมือปฏิบัติให้เกิดผลด้วยตัวเอง

เนื้อหาทั้งหมดจะมี 4 บท และมีบททดสอบความเข้าใจตอนท้าย ท่านที่เป็นมือใหม่แนะนำให้อ่านเรียงตามลำดับ สามารถเริ่มอ่านโดยการคลิกที่รูปได้เลยครับ

1. "แท่งเทียนคือการบอกเล่าเรื่องราว"

การอ่านแท่งเทียนที่อาจดูซับซ้อน จริงๆแล้วไม่ได้มีอะไรมากไปกว่าการอ่าน 'เรื่องราว'.. เรื่องราวที่บ่งบอก 'การเคลื่อนไหวของราคาหุ้น' ในแต่ละช่วงเวลานั่นเอง

การใช้แท่งเทียนคือการนำข้อมูลของราคามาวาดเป็นรูปภาพ ให้เราสามารถมองทิศทางของราคาได้ง่ายและชัดเจนมากขึ้น... จุดมุ่งหมายหลักในการวิเคราะห์คือการอ่าน 'อารมณ์' ของนักลงทุนที่เข้ามามีส่วนร่วมในการซื้อขายหุ้นตัวนั้นๆ... เมื่ออ่านได้ เราก็จะพอคาดการณ์การได้ว่าในอนาคตอันใกล้ๆ หุ้นจะมีการเคลื่อนไหวต่อไปในทิศทางใด

การวาดแท่งเทียนนั้นจำเป็นต้องใช้ข้อมูลทั้งหมด 4 อย่าง นั่นคือ 1.ราคาเปิด 2.ราคาปิด 3.ราคาสูงสุด และ 4.ราคาต่ำสุด ของหุ้นในวันนั้น

หลักการง่ายๆที่ต้องรู้คือ 'หาง' ของแท่งเทียนนั้นใช้วาดราคาสูงสุดและต่ำสุด... ส่วน 'ตัว' ของแท่งเทียนนั้นใช้วาดราคาเปิดและปิด... ถ้าราคาปิดอยู่สูงกว่าราคาเปิด เราจะใช้แท่งสีเขียว แต่ถ้าราคาปิดอยู่ต่ำกว่าราคาเปิด เราจะใช้แท่งสีแดง

หน้าตา รูปแบบ หรือที่เรียกว่า Pattern ของแท่งเทียน จะออกมาเป็นอย่างไร ก็ขึ้นอยู่กับว่าวันนั้นราคามีพฤติกรรมการเคลื่อนไหวอย่างไร วิ่งขึ้นลงแบบไหน.. ซึ่งแท่งเที่ยนที่หน้าตาไม่เหมือนกัน ย่อมเล่าเรื่องราวที่แตกต่างกันออกไป

ถึงจุดนี้ลองศึกษาภาพประกอบและดูการเคลื่อนไหวของราคาเปิด ปิด สูง และต่ำ เทียบกับหน้าตาของแท่งเทียนที่เกิดขึ้นดู.. พอจะเห็นความสัมพันธ์ของมันรึเปล่าครับ? ตอนเช้าตลาดเปิดมา ราคาอยู่ 2 บาท จากนั้นมีคนขายราคาย่อลงไปที่ 1 บาท อีกไม่นานมีคนเข้ามาซื้อราคาวิ่งพรวดไปถึง 5 บาท แต่ตอนท้ายราคาตกลงมาเล็กน้อยที่ 4 บาทตอนตลาดปิด

สมมุติว่าราคาไม่ได้ปิดที่ 4 บาท แต่ปิด 6 บาทแทน หน้าตาของแท่งนี้จะเปลี่ยนเป็นยังไง? ตอบ.. แท่งสีเขียวก็จะสูงกว่านี้ ไม่ยากใช่ไหมครับ

ถึงตอนนี้หลายท่านน่าจะเริ่มสังเกตแล้วว่า สิ่งที่ทำให้หน้าตาแท่งเทียนนั้นเปลี่ยน จริงๆแล้วก็คือการซื้อขายที่เกิดขึ้นจริงในระหว่างวัน... ตรงนี้เอง ที่เราเรียกว่าการวิเคราะห์ 'อารมณ์การซื้อขาย' เพราะรูปแบบของแท่งเทียนที่เราเห็นเป็นภาพ ไม่ได้เป็นอะไรมากไปกว่าเงาสะท้อนพฤติกรรมโดยรวมของนักลงทุน... เมื่อใดที่นักลงทุนซื้อเยอะ หน้าตาก็จะออกมาเป็นแบบนึง ถ้าขายเยอะก็ออกมาอีกแบบ... นี่ก็คือ 'ที่มาที่ไป' ของแท่งเทียน ที่ทำให้เรารู้ว่ามันสามารถนำมาใช้ได้จริง ไม่ได้ถูกมั่วหรือมโนขึ้นมาเอง

ต่อจากนี้ทุกครั้งที่เห็นแท่งเทียน เราต้องสามารถมองให้ออกทันทีว่าราคาที่อยู่เบื้องหลังนั้นวิ่งขึ้นลงยังไง และต้องตอบให้ได้ว่า 'ฝั่งซื้อหรือฝังขาย' ที่เป็นฝ่ายชนะ

ในบทต่อๆไปเราจะมาเจาะลึกด้านการวิเคราะห์กันมากขึ้น ซึ่งทั้งหมดจะต่อยอดจากพื้นฐานในบทนี้ ผมจึงขอแนะนำให้ทุกท่านทำความเข้าใจกับบทนี้ให้ดีก่อน ก่อนที่จะอ่านต่อในบทถัดไป เพราะในการสร้างตึกสูงระฟ้า 'รากฐานที่มั่นคง' นั้นสำคัญเป็นอันดับแรก

2. "ขนาดเป็นสิ่งสำคัญ"

เมื่อเข้าใจการกำเนิดของรูปแบบแท่งเทียนแล้ว ขั้นต่อไปคือการลงรายละเอียดการวิเคราะห์แรงซื้อและแรงขาย เพื่อนำมาช่วยประกอบการติดสินใจว่าเมื่อไหร่ควรซื้อหุ้น ขายหุ้น หรืออยู่เฉยๆ โดยการอิงความน่าจะเป็นและสถิติเป็นหลัก

จุดสังเกตแรกที่เด่นชัดที่สุดก็คือขนาดหรือความยาวของตัวแท่งเทียน วิธีตีความคือ 'แท่งยิ่งยาว ยิ่งมีน้ำหนัก'

คำว่าน้ำหนักในที่นี้คือ ความจงใจ ความมีนัยยะ และความสำคัญที่เราจะให้แก่แท่งใดแท่งหนึ่ง แท่งที่ยาวนั้นบ่งบอกถึงความแข็งแกร่งในการวิ่งไปในทิศทางนั้นๆ มันแปลว่าราคามีความเคลื่อนไหวที่รุนแรง ทำให้ราคาเปิดและปิดห่างกันมาก ซึ่งสะท้อนว่านักลงทุนมีมุมมองที่ชัดเจนในหุ้นตัวนั้น และยังบ่งบอกถึงความผันผวนระหว่างวันที่สูง

ในทางตรงกันข้าม แท่งเทียนสั้นนั้นสะท้อนถึงความไม่แน่ชัด ความลังเลใจ ความเฉื่อยของการตัดสินใจจึงไม่เกิดการไล่ราคา... แท่งเทียนสั้นบอกถึงสภาวะการผันผวนที่ต่ำระหว่างวัน

ลองดูตัวอย่างในรูป แท่งเขียวทั้งสองคล้ายกัน หุ้นเปิดต่ำและปิดสูงทั้งคู่ (หุ้นขึ้น) แต่ต่างที่ความยาวของแท่ง.. ในกรณีนี้ แท่ง 1 สะท้อนแรงซื้อที่มีความจงใจและรุนแรงกว่าแท่ง 2 ซึ่งถ้าถามว่าหุ้นตัวไหนมีโอกาสหรือความน่าจะเป็นที่จะขึ้นต่อมากกว่า เราจะให้น้ำหนักกับแท่ง 1

สำหรับแท่ง 3 และ 4 ถ้าเราใช้หลักการเดียวกันมาวิเคราะห์ เราก็จะสรุปว่าแท่ง 3 นั้นมีแรงขายที่มาก สะท้อนการทิ้งหุ้นของนักลงทุน โอกาสที่หุ้นจะลงต่อในวันถัดมานั้นมีสูงกว่า แท่ง 4 ที่สั้นกว่า
3. "ราคาปิดบอกผู้ชนะ"

ระหว่างข้อมูลราคาทั้ง 4 อย่าง (เปิด ปิด สูง ต่ำ) ถ้าจำเป็นต้องเลือกได้แค่อันเดียว ก็คงต้องเลือกอันที่สำคัญที่สุดคือ 'ราคาปิด'.. เพราะราคาปิดคือราคาสุดท้ายของวัน หรือ 'บทสรุป' ของเกมชักกะเย่อระหว่างทีมซื้อและทีมขาย

ราคาปิดนั้นสะท้อนว่าผู้ชนะคือใคร มันสำคัญมากเพราะเราต้องการอยู่ฝ่ายเดียวกันกับผู้ชนะเสมอ... ให้เริ่มจากการดูตำแหน่งของราคาปิดเทียบกับความยาวทั้งหมด ถ้าราคาสามารถปิดได้แถวจุดสูงสุด นั่นแปลว่าแรงซื้อมีมากว่าแรงขายในวันนั้น โอกาสที่หุ้นจะขึ้นต่อมีมากกว่าลง (ตัวอย่าง 1) ในกรณีนี้เราจะให้น้ำหนักกับราคาปิดเป็นหลัก แท่งจะเป็นสีอะไรนั้นไม่สำคัญเท่าตำแหน่งของราคาปิด

ตัวอย่าง 2 คือส่วนหนึ่งของหน้าตาแท่งเทียนที่ราคาปิดบริเวณกลางๆ ซึ่งบ่งชี้ถึงแรงซื้อและแรงขายที่ใกล้เคียงกัน ไม่ได้มีฝ่ายชนะที่ชัดเจน.. ในกรณี้นี้อาจอยู่เฉยๆ เพื่อรอดูเหตุการณ์ในวันถัดๆไป.. การเล่นหุ้น 'ถ้าไม่ชัด ไม่จำเป็นต้องเข้าไปเสี่ยง'

สุดท้ายตัวอย่าง 3 คือแท่งเทียนที่ราคาลงมาปิดแถวราคาต่ำสุด ซึ่งเป็นสัญญาณของฝั่งขายที่เข้ามาควบคุมเกมในช่วงท้ายตลาด ทำให้ราคาร่วงลงมาปิดข้างล่าง

การวิเคราะห์ด้วยแท่งเทียนและ Technical ไม่ได้เป็นหมอดูบอกอนาคต.. แต่เราสามารถวางตัวในจุดที่ได้เปรียบได้ ซึ่งก็คืออยู่ฝั่งเดียวกับ 'ผู้ชนะ' นั่นเอง
4. "ความลับอยู่ที่หาง"

มาถึงบทสุดท้าย นั่นคือเรื่องการอ่าน 'หาง' ของแท่งเทียน ที่เมื่อรู้เทคนิคแล้ว จะช่วยเพิ่มความแม่นยำและทำให้เห็นภาพของแรงผลักเบื้องหลังแท่งเทียน การดูจุดกลับตัว รวมไปถึงการเปลี่ยนทิศทางของราคาได้ชัดยิ่งขึ้น

ส่วนที่เป็นหางก็คือ 'ทางผ่าน' ของราคาที่เคยวิ่งผ่านระหว่างวัน... หางนั้นสามารถบ่งบอกถึงการ 'ดีดกลับ' หรือการเปลี่ยนทิศของราคาได้ การวิเคราะห์ให้ดูที่ตำแหน่งของหางว่าอยู่บนหรือล่าง ฝั่งไหนเด่นชัดกว่ากัน และสังเกตความยาวหาง ถ้ายิ่งยาวเท่าไหร่ ก็จะยิ่งมีนัยยะต่อการวิเคราะห์มากเท่านั้น

มาดูตัวอย่าง 1 จะเห็นหางด้านล่างที่ยาวมาก.. ดูยังไงว่ายาวหรือไม่? ให้ดูเทียบกับความยาวของตัวแท่งเป็นหลัก.. แท่งนี้สะท้อนว่าราคาได้ไหลลงไปไกลมาก แต่สุดท้ายมีแรงซื้อเข้ามารุนแรงทำให้สามารถขึ้นมาปิดบริเวณสูงสุดได้.. รูปแบบนี้บอกเราว่าเกมนั้นถูกพลิกอย่างกะทันหัน จากที่ฝ่ายขายได้เปรียบในตอนแรก แต่ตอนหลังฝ่ายซื้อกลับเข้ามาคุมเกม ลากราคากลับขึ้นไปได้ (หางล่างเลยยาว)

ตัวอย่าง 2 คือตรงกันข้ามกับเมื่อกี้ หางด้านบนที่ยาวเกิดจากการที่ราคาวิ่งขึ้นไปสูงมากในตอนแรก แต่ว่าในภายหลังมีแรงขายโถมเข้ามา ทำให้ราคาร่วงลงมาปิดแถวด้านล่าง.. ท้ายเกมตีความได้ว่าฝ่ายขายชนะขาดลอย

ในกรณีที่มีหางทั้งบนและล่าง ความยาวใกล้เคียงกัน แบบในตัวอย่าง 3 นั่นแปลว่าสงครามยังไม่จบ.. ฝั่งซื้อและขายกำลังต้านพลังกันอยู่ สังเกตเพิ่มจากราคาที่ปิดแถวตรงกลาง บอกถึงการที่ยังไม่มีข้อสรุปและ 'ยังไม่ได้เลือกทาง'

ถ้าเห็นว่ามีประโยน์ สามารถกดไลค์กดแชร์ ส่งต่อให้เพื่อนๆได้โดยไม่ต้องขออนุญาตครับ 🙂

กดที่รูปต่อไปเพื่ออ่านบทความได้เลยนะครับ

ติดตามบทความดีๆของพวกเราได้ทาง WEBSITE

https://prbwealth.com

 

หรือ BLOCKDIT

https://www.blockdit.com/pr_berd

 

- - - -

ผู้สนับสนุน

สนใจเปิดพอร์ท หุ้น TFEX SBL BLOCKTRADE กับโบรคเกอร์ KTBST

ค่าธรรมเนียมเรทพิเศษ

พร้อมรับสิทธิพิเศษมากมาย
- ทีมงานมืออาชีพคอยให้บริการ
- โปรแกรม EFIN//ASPEN
- โปรแกรม SUPPORT อื่นๆเช่น MT4//MODEL TRADE//KTBST SMART และอื่นอีกมากมาย

กรอกรายละเอียดได้เลย 👇

https://forms.gle/S3MctbeytZLC93KT6

 

RELATED POST

เปิดบัญชี หุ้น อนุพันธ์ ค่าคอมพิเศษ

x