READING

มองเทรนธุรกิจอาหาร ปรับตัวอย่างไร ในภาวะโควิด R...

มองเทรนธุรกิจอาหาร ปรับตัวอย่างไร ในภาวะโควิด – 19

มองเทรนธุรกิจอาหาร ปรับตัวอย่างไร ในภาวะโควิด - 19

     หลังจากที่เราได้พูดคุยกันในเรื่อง New Normal กับบทความที่แล้วไปนั้น มันก็ทำให้เข้าใจได้ว่าในอนาคตการเปลื่ยนแปลงหลายอย่างมันจะต้องเกิดขึ้น และหลายๆธุรกิจก็จะต้องรีบ "ปรับตัว" เพราะโควิด-19 นั้นถือว่าเข้ามาเป็นตัวเร่งให้เทรนด์การจับจ่ายใช้สอยของผู้คนเปลื่ยนไปเร็วขึ้นอย่างมาก โดยเฉพาะกับธุรกิจกลุ่ม "ร้านอาหาร" ที่เรียกว่าได้รับผลกระทบจากโควิด-19 และ New normal กันค่อนข้างหนัก

     แต่ดูเหมือนว่าวิกฤติหนนี้ ธุรกิจกลุ่มร้านอาหารจะไม่ได้มีแค่ด้านร้ายๆเสมอไป เพราะการสั่งอาหารออนไลน์ก็ยังถือว่ามีการเติบโตที่ดีขึ้นมาก ซึ่งรายได้ในส่วนนี้จะพอที่จะพยุงบริษัทให้อยู่รอดปลอดภัยได้ไหมกับการแพร่ระบาดของโควิด-19 ที่ยังไม่รู้จะไปจบตอนไหนได้หรือเปล่า  เดี๋ยววันนี้ หุ้นพอร์ทระเบิด จะพาทุกคนไปเช็คสภาพหุ้นจากธุรกิจในกลุ่ม "ร้านอาหาร" กันว่าในช่วงที่โควิด-19 ได้มีการแพร่ระบาดเช่นนี้ พวกเขาเป็นยังไงกันบ้าง ? แล้วแต่ละบริษัทมีการปรับตัวกันอย่างไร ??

ถ้าพร้อมแล้วก็ไปลุยกันเลย...

     จากสถานะการณ์การปิดเมือง ล่วงเลยมาถึงการประกาศ พรก. ฉุกเฉินจนถึงปัจจุบันนี้ แน่นอนว่าหนึ่งในธุรกิจที่ได้รับผลกระทบเป็นอย่างหนักก็คงจะหนีไม่พ้นกลุ่มธุรกิจร้านอาหาร  เพราะการปิดห้างสรรพสินค้าและการห้ามออกนอกบ้านหลัง 22.00 น. หรือสี่ทุ่มนั้นเป็นสาเหตุหลักที่ทำให้รายได้จากลูกค้าหน้าร้านของธุรกิจอาหารต่างๆมีการหดตัวลง  และธุรกิจร้านอาหารก็เป็นกลุ่มที่มีสัดส่วนต้นทุนคงที่ (Operating leverage) อยู่ค่อนข้างสูงเลยทีเดียว เพราะถูกคิดเป็นอัตราส่วนถึง 40%-50% ซึ่งส่วนใหญ่ก็จะเป็นต้นทุนที่มาจากค่าเช่าและเงินเดือนของพนักงานนั่นเอง

     ทีนี้เราลองมาดูหุ้นตัวเด่นๆที่อยู่ในกลุ่มเชนร้านอาหารกันบ้างว่าในหุ้น 4 ตัวนี้ แต่ละตัวมีสัดส่วน Delivery, งบการเงิน และแผนการรับมือเป็นยังไงกันบ้างกับสถานะการณ์ตอนนี้

1. M

     M หรือ บมจ. เอ็มเค เรสโตรองต์ กรุ๊ป ชื่อย่อของบริษัทที่หลายๆคนน่าจะคุ้นเคยกันเป็นอย่างดี เพราะร้านอาหารของพวกเขาอย่างเช่น MK สุกี้, แหลมเจริญซีฟู้ดและยาโยอิก็น่าจะเป็นที่รูัจักกันในบ้านเราอย่างแพร่หลาย

งบการเงินของ M (2562)

รายได้ 17,870 ล้านบาท
กำไร 2,603.59 ล้านบาท
ต้นทุนคงที่ 51%

     ถือว่าในปีที่ผ่านมารายได้และกำไรของ M ก็ยังมีการเติบโตอยู่เล็กน้อยที่ 3.8% และ 1.2% ส่วนสาเหตุนั้นพวกเราก็ได้พูดในเชิงของภาพรวมๆไปแล้ว โดยสัดส่วนของการ Delivery สำหรับ M ก็จะเท่ากับ 4% ซึ่งถือว่าน้อยหากเทียบกับเจ้าอื่น แต่ถึงอย่างไร M ก็ยังเป็นเพียงผู้ประกอบการรายเดียวที่ยังไม่ "ลดพนักงาน" ทำให้ต้นทุนของ M ถือว่าสูงที่สุดในกลุ่ม

2. ZEN

    ตัวที่สองเป็น ZEN หรือ บมจ. เซ็น คอร์ปอเรชั่น กรุ๊ป ผูัประกอบธุรกิจร้านอาหารชื่อดังอย่างเซ็น, อากะ, ออน เดอะ เทเบิล และตำมั่ว โดยในปีล่าสุดพวกเขายังได้มีการเปิดสาขาเพิ่มรวมทั้งหมดกว่า 100 แห่งอีกด้วย

งบการเงินของ ZEN (2562)

รายได้ 3,144 ล้านบาท
กำไร 106 ล้านบาท
ต้นทุนคงที่ 54%

     ถึงแม้รายได้ในปีที่ผ่านมาของ ZEN จะมีการเติบโตขึ้น 6.1% จากผลของการขยายสาขาใหม่ก็ตาม แต่ถ้าหากมองไปที่กำไรแล้วจะพบว่ามีการหดตัวถึง 24.2% ซึ่งมาจากอัตราการเติบโตของสาขาเดิม (SSSG) ที่ลดลงกว่า 4.7% ในปีนี้

สำหรับรายได้ในส่วน Delivery ของ ZEN จะอยู่ที่ 10%

3. AU

     AU หรือ บมจ. อาฟเตอร์ ยู หนึ่งในหุ้นที่ถูกจับตามองมากที่สุดอีกตัวหนึ่งจากการเป็นเจ้าของร้านขนมหวาน "อาฟเตอร์ ยู" อันโด่งดังนั่นเอง

งบการเงินของ AU (2562)

รายได้ 1,205 ล้านบาท
กำไร 237 ล้านบาท
ต้นทุนคงที่ 45%

     ทางด้านของ AU ก็ยังมีการเติบโตของรายได้อยู่ 26% และกำไรอีกถึงราวๆ 38% จากการปรับกลยุทธ์ไปโฟกัสในร้านแบบ Pop-up ที่ลงทุนและเสี่ยงน้อยกว่า นอกจากนี้ SSSG ของ AU ยังมีการเติบโตขึ้นอีกที่ 13.9%  โดยสัดส่วนการ Delivery ของทาง AU ก็จะอยู่ที่ราวๆ 18% ซึ่งถือว่าสูงและน่าจะดี แต่ทว่าในยอด Delivery นั้นจะมีสัดส่วนลูกค้าที่เป็นชาวต่างชาติมากถึง 20%

4. OISHI

     ตัวสุดท้ายเป็น OISHI หรือ บมจ. โออิชิ กรุ๊ป บริษัทผู้ที่มีธุรกิจทั้งในกลุ่มร้านอาหารและเครื่องดื่มภายใต้แบรนด์ "โออิชิ" และ "ชาบูชิ"

งบการเงินของ OISHI

รายได้ 3,377 ล้านบาท
กำไร 357 ล้านบาท
ต้นทุนคงที่ 50%

     รายได้ของ OISHI ถือว่ามีการลดลงเล็กน้อยจากปีก่อน แต่ในตัวกำไรสุทธินั้นยังมีการเติบโตขึ้นมาที่ 9.3% และถ้าหากดูไปที่สัดส่วน Delivery ของทาง OISHI แล้วจะถือว่ามีอยู่น้อยจนน่าเป็นห่วง เพราะมีสัดส่วนอยู่เพียงแค่ 1-2% เท่านั้น

     แต่ถ้าหากเราย้อนกลับมาดูที่งบการเงินของ OISHI แล้วเราจะพบว่าบริษัทมีสัดส่วนรายได้มาจากธุรกิจเครื่องดื่มถึงครึ่งหนึ่ง ทำให้ OISHI มีรายได้จากเครื่องดื่มมาทดแทนยอด Delivery ที่น้อยสุด

     หากเจาะไปดูหุ้นรายตัวแบบนี้แล้ว เพื่อนๆก็จะเห็นว่าแต่ละบริษัทนั้นถือว่าได้รับผลกระทบจากโควิด-19 กันทั้งหมด แต่ถ้าเทียบกัน 4 ตัวแล้วนั้น จุดเด่นของแต่ละตัวก็จะสามารถสรุปออกมาได้ดังนี้

- OISHI มีรายได้มาจากส่วนของเครื่องดื่มกว่า 50%

- AU มีต้นทุนคงที่น้อยที่สุดและสัดส่วนรายได้จากการ Delivery สูงที่สุด

- ZEN มีการปรับลดต้นทุนได้ดีและมีสัดส่วนรายได้จาก Delivery ในระดับที่ดี

- M กำลังเข้าสู่กลยุทธ์การขยาย "Delivery" แบบเต็มสูบ

หากพูดถึงการปรับตัวนั้น M จะถือว่าเป็นบริษัทที่มีการเดินเกมส์รุกในส่วนของ Delivery มากที่สุด ทำให้ผลกระทบในปัจจัยอื่นๆนั้นถูกบวกลบกันไป

เรียกได้ว่าแต่ละเจ้าก็มีข้อดีที่แตกต่างกันออกไป แต่ถึงอย่างไรตอนนี้หุ้นกลุ่มนี้ก็ยังถือว่ายังคงเล่นกันแบบ "เก็งกำไร" อยู่ เพราะอย่าลืมว่าถ้าหากทุกอย่างกลับมาเป็นปกติ

แต่เป็นความปกติแบบ New normal ล่ะ ความปกติแบบที่ผู้คนใช้บริการต่างๆในแพลตฟอร์มออนไลน์กันมากขึ้น ความปกติในแบบที่ผู้คนยังไม่กล้าเข้าใกล้กัน รวมไปถึงความปกติในแบบที่ร้านอาหารจะต้อง "เว้น" ที่นั่งและโต๊ะให้น้อยลงกว่าเดิม

การปรับตังครั้งนี้ จะทำให้การเติบโตในส่วนของ Delivery ของบริษัทที่ทำธุรกิจร้านอาหารนั้นยังคงมีต่อไปได้ไหม ???

และหลังจากที่โควิด-19 ได้หายไปแต่การใช้ชีวิตแบบ New Normal ของผู้คนนั้นยังคงอยู่ ปัจจัยนี้จะทำให้ความสดใหม่ของหุ้นกลุ่มนี้จืดจางลงไปจนหมดความน่าสนใจหรือเปล่า ??

เรื่องนี้เราก็คงจะต้องมาติดตามกันต่อไป

สวัสดีครับ...

ผู้สนับสนุน

สนใจเปิดพอร์ท หุ้น TFEX SBL BLOCKTRADE กับโบรคเกอร์ KTBST

ค่าธรรมเนียมเรทพิเศษ

พร้อมรับสิทธิพิเศษมากมาย
- ทีมงานมืออาชีพคอยให้บริการ
- โปรแกรม EFIN//ASPEN
- โปรแกรม SUPPORT อื่นๆเช่น MT4//MODEL TRADE//KTBST SMART และอื่นอีกมากมาย

กรอกรายละเอียดได้เลย 👇

https://forms.gle/S3Mc


RELATED POST

เปิดบัญชี หุ้น อนุพันธ์ ค่าคอมพิเศษ

x