READING

ประเทศไทยในยุคโควิด… หรือเศรษฐกิจบ้านเราจะน่...

ประเทศไทยในยุคโควิด… หรือเศรษฐกิจบ้านเราจะน่าเป็นห่วงที่สุดในเอเชีย ?

ประเทศไทยในยุคโควิด... หรือเศรษฐกิจบ้านเราจะน่าเป็นห่วงที่สุดในเอเชีย ?

คงจะไม่ต้องบอกกันแล้วว่า โรคระบาดที่เกิดขึ้นจาก Covid-19 นั้นได้สร้างความเสียหายให้กับประเทศไทยและประเทศอื่นๆทั่วโลกไปมากแค่ไหน และเชื่อว่าเพื่อนๆก็น่าจะรู้จักความร้ายกาจของเจ้าไวรัสตัวนี้เป็นอย่างดี เพราะมันลุกลามไปหมดไม่ว่าจะเป็นคนจนคนรวย ประเทศมหาอำนาจ หรือแม้แต่ประเทศที่แทบจะไม่มีอันจะกิน

แน่นอนว่าประเทศไทยก็ได้รับผลกระทบไปหนักหนาสาหัส แถมยังมีความกังวลกันอีกว่าเศรษฐกิจในบ้านเรานั้น อาจจะ “ย่ำแย่” ที่สุดในภูมิภาคเอเชียเลยหรือไม่ ? เนื่องจากว่าก่อนหน้านี้ทาง ธปท. (ธนาคารแห่งประเทศไทย) ก็ได้ออกมาคาดการณ์ตัวเลข GDP ในปีพ.ศ. 2563 ของไทยว่าจะติดลบไปถีง 8.1% จากเดิมที่คาดไว้ว่าจะติดลบ 5.3%

ซึ่งตัวเลขนี้ก็อาจจะทำให้ใครหลายๆคนเกิดความวิตกกังวลว่าทำไม GDP จะติดลบหนักขนาดนี้ โดยสาเหตุหลักๆของปัญหาเศรษฐกิจไทยในรอบนี้ก็มาจากนักท่องเที่ยวที่หายไปและการส่งออกที่หดตัวลงอย่างหนัก และก็ดูเหมือนว่าจะสมเหตุสมผลอีกด้วย

เพราะถ้าหากเราไปดูตัวเลขการคาดการณ์ของนักท่องเที่ยวต่างประเทศที่จะเข้ามาไทยในปีพ.ศ. 2563 นั้นจะพบว่ามีเหลืออยู่เพียง 8 ล้านคนเท่านั้น จากในปีที่แล้ว (2562) ที่เคยมีอยู่ 40 ล้านคน ซึ่งหากเราคิดเล่นๆว่านักท่องเที่ยว 1 คนที่เข้ามาจะใช้จ่ายประมาณคนละ 50,000 บาท

นั่นก็จะแสดงว่าในปีนี้ ประเทศไทยเราจะขาดนักท่องเที่ยวไปถีง 32 ล้านคนและเงินในระบบอีกราวๆ 1.6 ล้านล้านบาทกันเลยทีเดียวครับ

เรียกได้ว่าหนักอยู่เหมือนกันสำหรับไทยเรา เพราะเงินจำนวน 1.6 ล้านล้านบาทนั้นจะคิดเป็น 9% จากสัดส่วนของ GDP ทั้งหมด ในขณะที่ตัวเลขการส่งออกก็น่าจะติดลบไปอีกที่ราว 4% ซึ่งถ้านับรายได้ของเม็ดเงินที่มาจากการท่องเที่ยวและส่งออกรวมกันแล้ว เราก็จะพบว่ารายได้กว่า 13% จะหายไปจาก GDP ของไทยในปีนี้

โดยปัญหาในบ้านเราจะแตกต่างจากประเทศอื่นๆอยู่พอสมควรเลยครับ เพราะว่าโดนทั้งสองเด้งในเรื่องของการท่องเที่ยวและส่งออก ต่างจากประเทศฟิลิปปินส์, กัมพูชา ที่อาจจะพึ่งพาและมีสัดส่วนของการท่องเที่ยวอยู่ใน GDP ที่สูงก็จริง แต่ในวิกฤติรอบนี้ประเทศเหล่านี้ก็ได้รับผลกระทบไปเพียงเรื่องเดียวคือการท่องเที่ยว

สำหรับในเรื่องนี้ทาง ธปท. ก็ได้มีความเห็นว่าเศรษฐกิจไทยในตอนนี้น่าจะต้องใช้เวลาราวๆ 2 ปีในการฟื้นตัวกลับขึ้นมา โดยทางดร.ดอน นาครทรรพ ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายเศรษฐกิจมหภาค ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ก็มีมุมมองว่าการที่ตลาดหุ้นทั่วโลกฟื้นตัวขึ้นมาเร็วแบบนี้ก็น่าจะมีสาเหตุมาจาก “สภาพคล่องที่ล้นโลก”

เพราะเพื่อนๆก็คงจะได้ยินข่าวของมาตรการอัดฉีดสภาพคล่องกันแบบดุเดือดจากธนาคารกลางต่างๆหลายแห่งทั่วโลกกันไปบ้างแล้ว เรียกได้ว่าเป็นมาตรการเฉพาะหน้าสำหรับวิกฤติในครั้งนี้จริงๆ แต่ถึงอย่างไรแล้วก็ต้องระวังในปัจจัยพื้นฐานที่ว่าเศรษฐกิจจะฟื้นตัวทันตามดัชนีตลาดหุ้นที่เล่นกันขึ้นไปตามความคาดหวังหรือไม่ ? เพราะถ้าฟื้นตัวช้ากว่าเราก็อาจจะได้เห็นการ Sell on fact เกิดขึ้นได้

ซึ่งปัญหาจริงๆที่ทาง ธปท. เป็นห่วงในครั้งนี้ก็คือความสามารถในการแข่งขันของ SME ในไทยที่น้อยลงจากหลายๆสาเหตุ ไม่ว่าจะเป็นวิกฤติโควิด, ประชากรวัยแรงงานที่ลดลง รวมไปถึงการ “ขาด” ทักษะที่เกี่ยวกับเรื่อง Digital เช่นการมีแพลตฟอร์ม E-commerce เป็นของตัวเอง

นอกจากนี้ดร.ดอน ก็ได้มองว่าประเทศอย่าง “เวียดนาม” นั้นคือคู่แข่งที่มีความน่ากลัวเพราะมีอัตราการเจริญเติบโตที่รวดเร็วมากจากความได้เปรียบทั้งในเรื่องของเงินทุนที่ไหลเข้าไปจากสงครามการค้า, ค่าเงินของเวียดนามที่ถูกตรึงตัว อีกทั้งยังมีเรื่องของประชากรวัยแรงงานที่เยอะกว่าแถมค่าจ้างยังถูกกว่าอีกด้วย

ส่งผลให้เวียดนามมีการเติบโตของ GDP อยู่ที่ราวๆ 6 - 7% ซึ่งก็เป็นปกติกับประเทศที่กำลังเติบโต แต่ประเทศไทยนั้นถือว่าได้ผ่านการเติบโตในช่วงนั้นมาก่อนแล้ว หากเทียบกับคนก็เหมือนว่าไทยมีอายุมากกว่าเวียดนาม ดังนั้นการเติบโตในระดับ 3 -4% ต่อปีก็จะถือว่าอยู่ในระดับที่ดีแล้ว

โดย S-Curve หรือกลุ่มธุรกิจใหม่ๆที่น่าจะทำให้ประเทศไทยเติบโตก้าวหน้าไปได้ก็น่าจะมีอยู่คือเรื่องของโรงพยาบาลการท่องเที่ยว รวมไปถึงอาหารที่ไทยเราน่าจะพัฒนาไปเป็นผู้ให้บริการระดับโลกได้ แต่สิ่งที่จะลืมและหยุดไปไม่ได้เลยก็คือเรื่องของธุรกิจใหม่ๆที่มีความเกี่ยวข้องกับ Digital นั่นเอง

ถือว่า Covid-19 ก็ได้สร้างความเสียหายกับระบบเศรษฐกิจไทยไปมากพอสมควรเลยทีเดียว ซึ่งทาง ธปท. ก็ได้มองเห็นถึงปัญหาและต้องรีบทำการช่วยเหลือ ดังนั้นการปล่อยมาตรการอย่าง Soft Loan, การเลื่อนพักชำระหนี้ หรือแม้กระทั่งการลดดอกเบี้ยนโยบายก็ล้วนแล้วแต่มีเป้าหมายเพื่อประคับประคองเศรษฐกิจไทยโดยเฉพาะ SME และภาคครัวเรือนให้อยู่รอดกันไปได้ก่อน

ซึ่งมาตรการอย่างการลดดอกเบี้ยนั้นก็ไม่ใช่ว่าจะไม่มีประโยชน์ แต่ทางดร.ดอน ได้กล่าวว่าการลดดอกเบี้ยนั้นยังคงมีข้อดีอยู่ แต่ยิ่งน้อยลง ข้อดีก็จะยิ่งน้อยตาม โดยในตอนนี้ทาง ธปท. ก็กำลังได้ศึกษาเกี่ยวกับมาตรการที่จะเหมาะสมกับสถานะการณ์ของเศรษฐกิจไทยอยู่ โดยเบื้องต้นคาดว่าน่าจะยังไม่ต้องลดดอกเบี้ยและปล่อยมาตรการอะไรเพิ่มเติม

แต่ถึงอย่างไรแล้วตัวเลข NPL ที่ประกาศออกมาในไตรมาส 2 นี้ก็ยังจะถือว่าไม่ใช่จุดที่น่ากลัวที่สุด เรื่องจากว่าปัจจุบันยังคงมีมาตรการอย่างการเลื่อนพักชำระหนี้อยู่ ซึ่งตัวเลข NPL ที่แท้จริงของวิกฤตินี้ก็น่าจะเริ่มไปปรากฎเมื่อมาตรการอันนี้ได้หมดไป

และนี่ก็เป็นสถานะการณ์ปัจจุบัน รวมไปถึงแนวโน้มและมุมมองของเศรษฐกิจไทยในยุคโควิดที่ทาง หุ้นพอร์ทระเบิดได้นำข้อมูลดีๆมาฝากเพื่อนๆไว้ในคำถามที่มีอยู่ว่า

หรือเศรษฐกิจบ้านเราจะน่าเป็นห่วงที่สุดในเอเชีย ?

เรื่องนี้ก็ต้องมาให้กำลังใจและลุ้นกันต่อไปว่า Covid-19 จะไปจบได้ที่ตรงไหน และการระบาดรอบสองนั้นจะมีขึ้นมาอีกรึเปล่า ซึ่งถ้าไม่มีอะไรผิดพลาดเศรษฐกิจของไทยก็น่าจะค่อยๆฟื้นตัวขึ้นเป็นทรงเหมือนโลโก้ไนกี้หรือ Nike-Shaped ตามที่คุณ “วิรไท” ผู้ว่า ธปท. ได้กล่าวเอาไว้

สำหรับในวันนี้ก็คงจะต้องขอตัวลาทุกๆท่านกันไปก่อน สวัสดีครับ...

⭐️กลับมาอีกแล้วว...รถด่วนขบวนสุดท้ายสำหรับห้อง VIP.หุ้น..TFEX สุด Exclusive By ทีมงานไก่จ๋า⭐️

เพียงแค่ท่านเปิดบัญชีกับเรา โดยมีผู้สนับสนุนใจดี
เปิดบัญชี TFEX สัญญาละ 25
หุ้นค่าคอม ล้านละ 500
.
.

สิทธิพิเศษลูกค้าใหม่ หุ้น& TFEX รับสิทธิเข้าห้องไลน์ VIP สุดพิเศษพร้อมแนะนำกลยุทธ์ทุกวัน ฟรี!!! ย้ำว่าฟรี‼️‼️

.

ด่วน!! จำนวนจำกัด...

กดได้เลย

https://forms.gle/afVz97o5wzJvR6KE8

 

RELATED POST

เปิดบัญชี หุ้น อนุพันธ์ ค่าคอมพิเศษ

x