READING

“เลือกตั้งสหรัฐ” ส่งผลแค่ไหนกับตลาดหุ้น แล้วเราจะล...

“เลือกตั้งสหรัฐ” ส่งผลแค่ไหนกับตลาดหุ้น แล้วเราจะลงทุนกันยังไงดี ?

“เลือกตั้งสหรัฐ” ส่งผลแค่ไหนกับตลาดหุ้น แล้วเราจะลงทุนกันยังไงดี ?

เมื่อพูดถึงการ “เลือกตั้งประธานาธิปดี” ของสหรัฐอเมริกานั้น คงจะไม่มีใครสามารถปฎิเสธได้ว่ามันคือหนึ่งใน Event ใหญ่ของโลกที่สร้างแรงกระเพื่อมให้กับสินทรัพย์เกือบทุกชนิด
 
ดังนั้นจึงไม่แปลกที่สหรัฐอเมริกาในตอนนี้จะได้รับการจดจ้องจากสายตาของคนทั่วโลก เนื่องจากว่า “นโยบาย” ของทั้งสองพรรคนั้นก็จะส่งผลแตกต่างกันไปเช่นกันกับตลาดทุน
 
ซึ่งหลายคนก็อาจจะยังสงสัยว่า ถ้าหาก Republican หรือ Democrat ชนะการเลือกตั้งแล้วผลมันจะแตกต่างกันยังไง ?? แล้วพวกเรานักลงทุนควรจะเตรียมตัวอย่างไรในสถานะการณ์แบบนี้ ?
 
เตรียมตัวให้พร้อมแล้วไปลุยกันเลยครับ
 
เรียกได้ว่าก็เริ่มมีความดุเดือดกันมากขึ้นทุกขณะสำหรับศึกชิงตำแหน่งประธานาธิปดีของสหรัฐฯที่จะมีขึ้นในวันที่ 3 พฤศจิกายน 63 ที่กำลังจะมาถึง ซึ่งในตอนนี้ก็เรียกได้ว่าทางนาย “โจ ไบแดน” ตัวแทนของพรรคเดโมเครตจะมีคะแนนนิยมนำหน้านาย “โดนัลด์ ทรัมป์” ประธานาธิปดีคนปัจจุบันจากพรรครีพลับรีกันอยู่ไม่น้อย
 
โดยก่อนหน้านี้ตัวนายโจ ไบแดนเองก็ยังมีคะแนนนำนาย โดนัล ทรัมป์ อยู่เพียงเล็กน้อย แต่ภายหลังจากที่มีการดีเบต คะแนนของ โจ ไบแดน ก็เริ่มทิ้งห่าง โดนัล ทรัมป์ อยู่ถึงเกือบๆ 10 คะแนน
 
ซึ่งพอแนวโน้มของผลโหวตเริ่มที่จะมีการเปลื่ยนแปลงนั้น นักลงทุนและเหล่า Fund manager ก็เริ่มที่จะมีการขยับ ปรับเปลื่ยนพอร์ทกันตามไปด้วย เพราะเพื่อนๆก็น่าจะทราบกันดีว่านโยบายต่างๆของ โดนัล ทรัมป์ ประธานาธิปดีคนปัจจุบันนั้นถือว่ามีการ “ส่งเสริม” หุ้นกลุ่ม TECH กันอยู่ค่อนข้างหนัก
และแน่นอนว่าหุ้นกลุ่ม TECH ก็เป็นหุ้นกลุ่มที่มี Market cap หรือมูลค่าทางการตลาดสูงที่สุด ดังนั้นตลาดจึงเริ่มที่จะมีความกังวลว่าถ้าหาก โจ ไบแดน ชนะขึ้นมาแล้ว ชะตากรรมของหุ้นกลุ่ม TECH จะเป็นอย่างไร ?
 
ธรรมชาติของนักลงทุนและตลาดสินทรัพย์ทั่วโลกนั้นก็ค่อนข้างที่จะมีความเปราะบางต่อ “การเปลื่ยนแปลง” อยู่ค่อยข้างมาก ตรงนี้จึงเป็นสาเหตุที่ทำให้พอเริ่มใกล้เลือกตั้งประธานาธิปดีสหรัฐหรือเกิด Event ใหญ่ๆของโลกขึ้นทีไรก็ย่อมที่จะมีความผันผวนเกิดขึ้นตามมาเสมอ
 
โดยเฉพาะการเลือกตั้งในรอบนี้ เพราะแค่เพียงนโยบายของ โดนัล ทรัมป์ ที่ทำการลดหย่อนภาษีหรือ Coporate tax จาก 35% ลงมาเหลือ 21% ให้ธุรกิจและหุ้นที่เกี่ยวกับ TECH เพียงนโยบายเดียวก็สามารถสร้าง Downside ให้กับตลาด S&P ได้ถึงราวๆ 8% จึงไม่แปลกที่ช่วงนี้หุ้นกลุ่ม TECH จึงเริ่มโดนเทขายเพื่อลดความเสี่ยง
 
ซึ่งถ้าหากว่า โจ ไบแดน ได้รับชัยชนะขึ้นมาจริงๆนั้น ความเปลื่ยนแปลงอย่างแรกที่น่าจะเกิดขึ้นเลยก็คือการอ่อนค่าของเงินดอลลาร์ และก็น่าจะไปส่งผลบวกให้กับ Commodity หลายๆชนิด
 
แต่สิ่งที่เป็นการเปลื่ยนแปลงที่สำคัญจริงๆก็น่าจะเป็นการผลักดันพลังงานทดแทน(Green energy) ที่นอกจากจะเป็นนโยบายของพรรคเดโมเครตแล้ว ทางมังกรใหญ่อย่างพี่จีนนั้นก็ดูเหมือนว่ากำลังผลักดันพลังงานทดแทนอยู่เช่นกัน
 
ถึงแม้ว่านโยบายต่างๆของ โจ ไบแดน และพรรคเดโมเครตนั้นจะส่งผลลบกับภาพระยะสั้นของหุ้นกลุ่ม TECH แต่สุดท้ายแล้วตลาดหุ้นและระบบเศรษฐกิจของสหรัฐก็จะต้องมีฟื้นตัวขึ้นอยู่ดี เนื่องจากว่านโยบายของพรรคเดโมเครตนั้นจะเน้นไปที่มาตรการต่างๆเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจจากรากฐานมากขึ้น
 
ตรงนี้ก็น่าจะส่งผลบวกกับหุ้นในกลุ่มโครงสร้างพื้นฐาน หุ้นธนาคาร และหุ้นไฟแนนซ์ต่างๆ รวมไปถึงปัญหาความตึงเครียดของ “สงครามการค้า” ก็น่าจะมีการผ่อนคลายลงไปบ้าง เพราะทางโจ ไบแดน และพรรคเดโมเครตก็ไม่น่าจะเดินตามรอยเดิมที่ทางโดนัล ทรัมป์ และพรรครีพลับรีกันได้ทำไว้
 
แต่ถ้าหากว่าผลพลิกกลับมาเป็นโดนัล ทรัมป์ ชนะ หุ้นกลุ่ม TECH และ ICT ก็น่าจะไปได้ต่อ สำหรับเงินดอลลาร์ก็จะตรงข้ามกันคือแข็งค่าขึ้น และที่สำคัญก็คือหุ้นในกลุ่มพลังงานต้นน้ำและกลุ่มหุ้นปันผลก็น่าจะเริ่มกลับมา
 
สำหรับสถานะการณ์ตอนนี้ก็จะถือว่า Flow เงินจากทั่วโลกนั้นไม่ได้หายไปไหน แต่เรียกได้ว่ากำลังมีความอัดอั้นอยู่อย่างมาก ซึ่งภายหลังจากการเลือกตั้งแรกๆตลาดหุ้นก็อาจจะมีความผันผวนเกิดขึ้นได้ แต่สุดท้ายแล้วไม่ว่าใครจะชนะตลาดก็จะเริ่มค่อยๆฟื้นตัวขึ้นไปได้อยู่ดีและก็น่าจะเริ่มไหลเข้าฝั่งเอเชีย รวมไปถึงประเทศไทยของเราด้วย
 
ซึ่งตรงนี้ก็น่าจะส่งผลมาถึงตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยหรือ SET กันอย่างแน่นอน สำหรับใครที่เน้นการลงทุนเพื่อรักษาเงินต้นหรือรับความเสี่ยงได้น้อยก็น่าจะมองๆไปที่หุ้นอย่างกลุ่มค่าปลีก, ก่อสร้าง, รถไฟฟ้า และ ICT กันดูก่อนได้ เนื่องจากว่าหุ้นกลุ่มที่ว่ามานั้นส่วนใหญ่จะพึ่งพากำลังบริโภคภายในประเทศเราเองมากกว่า
 
ส่วนหุ้นกลุ่ม Transport ก็จะถือว่ามีความน่าสนใจอยู่แต่ก็ต้องเลือกกันสักหน่อย เพราะจากสถิติแล้วเราจะพบได้ว่าถ้าสภาพเศรษฐกิจดีหุ้น Transport กลุ่มท่องเที่ยวก็จะดีตาม แต่ถ้าหากว่าเศรษฐกิจไม่ดีหุ้น Transport กลุ่มรถไฟฟ้าก็จะเริ่มโดดเด่น และสุดท้ายคือเมื่อเศรษฐกิจกำลังฟื้นตัวก็จะถึงคราวของหุ้น Transport ที่เกี่ยวกับการขนส่งทางเรือ
 
นอกจากนี้ถ้าหากว่า โจ ไบแดน ชนะแล้วนั้น หุ้นกลุ่มพลังงานทดแทนในประเทศไทยก็น่าจะมีความคึกคักกันขึ้นมารวมไปถึงหุ้นเครื่องดื่มที่ผลิตขวดแก้วใช้เอง เพราะต้นทุนหลักๆของขวดแก้วก็คือก๊าซนั่นเอง
 
สุดท้ายแล้วถึงแม้โพลจะดูขาดลอย แต่ถึงอย่างไรแล้วการเซอร์ไพรส์ก็อาจจะเกิดขึ้นได้เสมอ(เหมือนรอบก่อน) และตลาดหุ้นก็มักจะไม่ชอบการเปลื่ยนแปลง ดังนั้นคำแนะนำสำหรับเพื่อนๆในตอนนี้ก็คือไม่ต้องรีบร้อน
 
เนื่องจากช่วงนี้ตลาดหุ้นน่าจะบังมีความผันผวนอยู่ไม่นเอยเลยครับ นอกจากนี้แนวโน้มของเศรษฐกิจไทยที่น่าจะฟื้นตัวได้ช้าก็เข้ามาเป็นตัวฉุดรั้งให้ตลาดบ้านเราหนืดๆลงไป ซึ่งสิ่งที่พวกเราพอจะทำได้ในขณะที่เฝ้าติดตามก็อาจจะเป็นการศึกษาการลงทุนในหุ้นต่างประเทศบ้าง เพราะก็มีหุ้นจากหลายๆประเทศที่ยังมีความน่าสนใจอยู่และอาจจะมากกว่า SET ด้วยซ้ำไป
 
เป็นยังไงกันบ้างครับกับสถานะการณ์ล่าสุดและการวิเคราะห์แนวโน้มที่น่าเกิดขึ้นหลังการเลือกตั้งครั้งยิ่งใหญ่ในรอบนี้ หวังว่าเพื่อนสมาชิกเพจ หุ้นพอร์ทระเบิด ของเราจะได้รับไอเดีย ข่าวสาร และแง่คิดที่ถูกใจกันไปบ้าง
 
แล้วอย่าลืมมาพบกับสาระความรู้ใหม่ๆได้ที่นี่เป็นประจำทุกวัน สวัสดีครับ...
 
ติดตามบทความดีๆของพวกเราได้ทาง WEBSITE
หรือ BLOCKDIT
และช่องทางใหม่ YouTube ‼️
- - - -
ผู้สนับสนุน
สนใจเปิดพอร์ท หุ้น TFEX SBL BLOCKTRADE กับโบรคเกอร์ KTBST
ค่าธรรมเนียมเรทพิเศษ
พร้อมรับสิทธิพิเศษมากมาย
- ทีมงานมืออาชีพคอยให้บริการ
- โปรแกรม EFIN//ASPEN
- โปรแกรม SUPPORT อื่นๆเช่น MT4//MODEL TRADE//KTBST SMART และอื่นอีกมากมาย
กรอกรายละเอียดได้เลย 👇

เปิดบัญชี หุ้น อนุพันธ์ ค่าคอมพิเศษ

x